
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตเกียวเมโทรโพลิแทน, มหาวิทยาลัยอาซาบุ และ มหาวิทยาลัยทามางาวะ เผยว่า จักจั่นบางชนิดยังคงส่งเสียงร้องในช่วงเวลากลางคืนแม้จะอยู่ในเขตตัวเมือง ขณะที่จักจั่นชนิดเดียวกันในพื้นที่สีเขียวที่ไม่มีแสงไฟจะหยุดส่งเสียงในช่วงใกล้พระอาทิตย์ตก นักวิจัยเชื่อว่าการขยายตัวของเมืองอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพียงพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์เท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อ “ช่วงเวลาที่สัตว์ทำกิจกรรม” ด้วย
สรุปข่าว
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตเกียวเมโทรโพลิแทน, มหาวิทยาลัยอาซาบุ และ มหาวิทยาลัยทามางาวะ เผยว่า จักจั่นบางชนิดยังคงส่งเสียงร้องในช่วงเวลากลางคืนแม้จะอยู่ในเขตตัวเมือง ขณะที่จักจั่นชนิดเดียวกันในพื้นที่สีเขียวที่ไม่มีแสงไฟจะหยุดส่งเสียงในช่วงใกล้พระอาทิตย์ตก นักวิจัยเชื่อว่าการขยายตัวของเมืองอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพียงพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์เท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อ “ช่วงเวลาที่สัตว์ทำกิจกรรม” ด้วย
การวิจัย "จักจั่น"
ทีมนักวิจัยได้ใช้ "อุปกรณ์บันทึกเสียงอัตโนมัติ" หรือ Autonomous Recording Units (ARUs) ติดตั้งในพื้นที่ 6 แห่งของกรุงโตเกียวและจังหวัดคานางาวะ โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน ถึง 31 สิงหาคม 2024 อุปกรณ์สามารถบันทึกเสียงได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้นักวิจัยสามารถตรวจสอบได้ว่าจักจั่นแต่ละชนิดส่งเสียงในช่วงเวลาใดของวัน
พื้นที่ศึกษาประกอบด้วยวิทยาเขตมินามิ-โอซาวะ ของมหาวิทยาลัยโตเกียวเมโทรโพลิแทนในเมืองฮาจิโอจิ, มหาวิทยาลัยทามางาวะในเมืองมาชิดะ, มหาวิทยาลัยอาซาบุในเมืองซางามิฮาระ จังหวัดคานางาวะ และพื้นที่สีเขียวที่ได้รับการอนุรักษ์อีก 3 แห่งในเมืองมาชิดะ เมื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์เป็นช่วงละ 1 ชั่วโมง นักวิจัยสามารถระบุจักจั่นได้ทั้งหมด 6 ชนิด และนำรูปแบบการส่งเสียงของแต่ละชนิดมาเปรียบเทียบกันแล้วพบว่า จักจั่นแต่ละชนิดมีรูปแบบการส่งเสียงในช่วงฤดูร้อนที่ค่อนข้างแตกต่างกัน
โดย Higurashi หรือจักจั่นยามเย็น มักส่งเสียงในช่วงรุ่งเช้าและพลบค่ำ ส่วน Kumazemi หรือจักจั่นหมี ซึ่งมีขนาดตัวค่อนข้างใหญ่ มักส่งเสียงมากที่สุดในช่วงเช้า ขณะที่จักจั่นชนิดอื่น เช่น Minminzemi ซึ่งมีเสียงร้องแหลมสูง, Higurashi, Kumazemi และ Tsukutsukubōshi หรือ Elongate cicada แทบไม่พบว่ามีการส่งเสียงในเวลากลางคืน ไม่ว่าจะอยู่ในเขตเมืองหรือพื้นที่สีเขียว
แต่สิ่งที่ทำให้นักวิจัยสนใจเป็นพิเศษคือพฤติกรรมของ Aburazemi หรือ "จักจั่นสีน้ำตาล" ขนาดใหญ่ และ Nii-nii-zemi หรือ Kempfer cicada เพราะจักจั่นทั้งสองชนิดสามารถส่งเสียงในช่วงกลางวันได้ตามปกติทั้งในเขตเมืองและพื้นที่สีเขียว แต่เมื่ออยู่ในเขตเมือง นักวิจัยยังสามารถบันทึกเสียงของพวกมันได้หลังพระอาทิตย์ตก ในทางตรงกันข้าม เมื่ออยู่ในพื้นที่สีเขียวที่ไม่มีแสงไฟในเวลากลางคืน เสียงร้องของจักจั่นจะหยุดลงประมาณช่วงพระอาทิตย์ตก
ความแตกต่างดังกล่าวจึงเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่ทำให้นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า สภาพแวดล้อมของเมืองอาจมีส่วนทำให้จักจั่นบางชนิดขยายช่วงเวลาการทำกิจกรรมออกไปจนถึงกลางคืน
แสงไฟและความร้อนในเมืองอาจรบกวนธรรมชาติ
หนึ่งในปัจจัยที่นักวิจัยให้ความสนใจคือ “แสงประดิษฐ์ในเวลากลางคืน” หรือ Artificial Light at Night ซึ่งรวมถึงแสงจากไฟถนน อาคาร และสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ในพื้นที่สีเขียวที่ได้รับการอนุรักษ์ เมื่อพระอาทิตย์ตกสภาพแวดล้อมจะมืดลงตามธรรมชาติ ทำให้จักจั่นหยุดส่งเสียงตามช่วงเวลาปกติ แต่ในเขตเมือง แสงไฟยังคงส่องสว่างต่อเนื่องหลังพระอาทิตย์ตก จึงมีความเป็นไปได้ว่าแสงดังกล่าวอาจทำให้จักจั่นบางชนิดยังคงทำกิจกรรมต่อไป
อีกปัจจัยหนึ่งคืออุณหภูมิ โดยพื้นที่เมืองมีแนวโน้มที่จะเก็บสะสมความร้อนจากอาคาร ถนน และพื้นคอนกรีต ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Urban Heat Island หรือ "เกาะความร้อนในเมือง" ส่งผลให้อุณหภูมิในเขตเมือง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน อาจสูงกว่าพื้นที่สีเขียวโดยรอบ
นักวิจัยจึงมองว่า ทั้งแสงไฟและอุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาการส่งเสียงของจักจั่น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าแสงไฟหรืออุณหภูมิเป็นสาเหตุโดยตรงเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจัยทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกันในสภาพแวดล้อมของเมือง และยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อแยกผลกระทบของแต่ละปัจจัย
จักจั่นร้องกลางคืนอาจเปลี่ยน “ภูมิทัศน์ทางเสียง”
การที่จักจั่นบางชนิดส่งเสียงในช่วงกลางคืนอาจดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ แต่สำหรับนักนิเวศวิทยาแล้ว พฤติกรรมดังกล่าวอาจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในเมืองได้ สิ่งที่เรียกว่า Urban Soundscape หรือภูมิทัศน์ทางเสียงของเมือง ประกอบไปด้วยเสียงจากมนุษย์ เครื่องจักร ยานพาหนะ รวมถึงเสียงจากสัตว์ต่าง ๆ เมื่อจักจั่นบางชนิดเริ่มส่งเสียงในช่วงเวลากลางคืน เสียงของพวกมันอาจเกิดขึ้นพร้อมกับเสียงของจิ้งหรีดและแมลงกลางคืนชนิดอื่น ทำให้รูปแบบเสียงตามธรรมชาติในช่วงกลางคืนเปลี่ยนแปลงไป
ประเด็นนี้มีความสำคัญเนื่องจากสัตว์จำนวนมากใช้เสียงในการสื่อสาร หาคู่ ปกป้องอาณาเขต หรือรับรู้สภาพแวดล้อม หากรูปแบบเสียงในพื้นที่หนึ่งเปลี่ยนไปจากเดิม ก็อาจส่งผลต่อการสื่อสารระหว่างสัตว์หรือความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศได้
- เตือน ปล่อยให้ห้องนอนมีแสงไฟ แม้แค่ริบหรี่ อาจเพิ่มความเสี่ยงเบาหวาน
- Dolby Atmos พลิกประสบการณ์เสียง สู่มิติใหม่แห่งความบันเทิงและการเล่นเกม
- โลกเดือดจนปอดพัง! วิกฤตอากาศพิษ กำลังคุกคามมนุษย์ทั่วโลก
- อังกฤษเดือดทะลุ 34.8°C! ร้อนสุดในประวัติศาสตร์เดือนพ.ค.
- อวสานคลิปสั้น AI Slop ? เมื่อ YouTube เปิดให้ผู้ใช้ตั้งค่าความยาวคลิปวิดีโอสั้นในหน้าฟีด
