เรือดำน้ำนิวเคลียร์รุ่นใหม่ของยุโรปเตรียมอัปเกรดขุมพลัง สู่ยุคแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

Share on Line Share on Facebook Share on X
เรือดำน้ำนิวเคลียร์รุ่นใหม่ของยุโรปเตรียมอัปเกรดขุมพลัง สู่ยุคแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน
บริษัท Naval Group ได้ประกาศแผนการครั้งสำคัญในการยกระดับสมรรถนะของยุทโธปกรณ์ทางทะเล โดยจะดำเนินการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (BESS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของบริษัท Saft ผู้ผลิตยุทโธปกรณ์ด้านการป้องกันประเทศของยุโรป ลงในเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Barracuda และ Scorpene


สรุปข่าว

Naval Group เตรียมติดตั้งระบบแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนของ Saft ในเรือดำน้ำชั้น Barracuda และ Scorpene เพื่อทดแทนแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดแบบเดิม เทคโนโลยีใหม่นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บพลังงาน ชาร์จได้รวดเร็วขึ้น ยืดเวลาปฏิบัติการใต้น้ำ และเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในเรือได้อย่างมหาศาล
บริษัท Naval Group ได้ประกาศแผนการครั้งสำคัญในการยกระดับสมรรถนะของยุทโธปกรณ์ทางทะเล โดยจะดำเนินการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (BESS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของบริษัท Saft ผู้ผลิตยุทโธปกรณ์ด้านการป้องกันประเทศของยุโรป ลงในเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Barracuda และ Scorpene


การอัปเกรดครั้งนี้จะเป็นการบอกลาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดแบบเดิมที่ใช้งานในเรือดำน้ำนิวเคลียร์มาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น โดยระบบแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนใหม่นี้จะมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่า ทั้งในด้าน ความหนาแน่นของพลังงานที่สูงขึ้น การชาร์จที่รวดเร็วขึ้น และขีดความสามารถในการปฏิบัติการใต้น้ำที่ยาวนานมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าเรือดำน้ำจะใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในการต้มน้ำเพื่อสร้างไอน้ำสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าและขับเคลื่อนเรือ แต่แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ โดยเรือดำน้ำจำเป็นต้องกักเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการปฏิบัติการอย่างเงียบเชียบที่สุด ตอบสนองต่อการใช้พลังงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน หรือเพื่อรักษาระบบช่วยชีวิตพื้นฐานในกรณีที่เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์หยุดทำงาน

ก่อนหน้านี้แบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดแม้จะมีน้ำหนักที่ช่วยถ่วงสมดุลและสร้างความเสถียรให้กับเรือ แต่ก็ใช้พื้นที่ภายในเรือไปอย่างมหาศาล และด้วยนวัตกรรมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบใหม่ วิศวกรจะสามารถบรรจุพลังงานได้มากขึ้นในขนาดที่เล็กลงและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เรือดำน้ำสามารถใช้พลังงานสำรองได้นานขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในโครงสร้างเรือ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกเรือระหว่างการออกทะเลได้อีกด้วย
เซดริก ดูคลอส (Cedric Duclos) ซีอีโอของบริษัท Saft เน้นย้ำว่าสัญญาฉบับนี้เป็นการยืนยันว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูงได้กลายมาเป็นปัจจัยชี้วัดที่สำคัญสำหรับประสิทธิภาพของเรือดำน้ำ ระบบลิเธียมไอออนของบริษัทได้สร้างมาตรฐานใหม่ทั้งในด้านความหนาแน่นของพลังงาน ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ ซึ่งถือเป็นก้าวที่ชัดเจนในการก้าวสู่อธิปไตยทางเทคโนโลยีของยุโรป

นอกจากนี้ บริษัท # บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานและปิโตรเลียมซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท Saft ยังมองว่าข้อตกลงนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทในโครงการด้านการป้องกันประเทศของยุโรป พร้อมทั้งตอกย้ำให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูงในอุตสาหกรรมทางทะเลอีกด้วย
 

ที่มาข้อมูล : electrek

ที่มารูปภาพ : Wikipedia

แท็กบทความ