เผยโฉม Booster T2 หุ่นยนต์ AI สุดล้ำ ขับเคลื่อนด้วยชิป NVIDIA

Share on Line Share on Facebook Share on X
เผยโฉม Booster T2 หุ่นยนต์ AI สุดล้ำ ขับเคลื่อนด้วยชิป NVIDIA
Booster T2 คือ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot) รุ่นเรือธงที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Booster Robotics เพื่อเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการพัฒนาและวิจัยด้าน Embodied AI รวมถึงการนำไปประยุกต์ใช้งานในสถานการณ์จริง หุ่นยนต์รุ่นนี้ไม่เพียงถูกออกแบบมาเพื่อการเดินหรือเคลื่อนไหวพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังสามารถปฏิบัติภารกิจที่ซับซ้อนไปพร้อมกับการประมวลผลข้อมูลมหาศาลได้โดยตรงจากระบบบนตัวหุ่นยนต์ (Onboard) 

สรุปข่าว

Booster Robotics เปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่นเรือธง "Booster T2" ที่มาพร้อมระบบประมวลผลบนบอร์ดสุดทรงพลังจาก NVIDIA Thor T5000 รองรับการเคลื่อนไหวแบบไดนามิกขั้นสูง ตัวหุ่นยนต์เชื่อมต่อกับระบบนิเวศเปิด Booster Studio เพื่อผลักดันงานวิจัยและพัฒนา Embodied AI ให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Booster T2 คือ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot) รุ่นเรือธงที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Booster Robotics เพื่อเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการพัฒนาและวิจัยด้าน Embodied AI รวมถึงการนำไปประยุกต์ใช้งานในสถานการณ์จริง หุ่นยนต์รุ่นนี้ไม่เพียงถูกออกแบบมาเพื่อการเดินหรือเคลื่อนไหวพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังสามารถปฏิบัติภารกิจที่ซับซ้อนไปพร้อมกับการประมวลผลข้อมูลมหาศาลได้โดยตรงจากระบบบนตัวหุ่นยนต์ (Onboard) 

นวัตกรรมที่น่าสนใจของ Booster T2


1. ขุมพลังสมองกลที่เหนือชั้นด้วย NVIDIA Thor จุดเด่นที่ทรงพลังที่สุดของ Booster T2 คือระบบประมวลผล ฐานระบบใช้ชิป NVIDIA Thor T5000 ซึ่งสามารถมอบประสิทธิภาพการประมวลผล AI บนบอร์ดได้สูงถึง 2,070 TFLOPS พละกำลังมหาศาลนี้เปิดโอกาสให้หุ่นยนต์สามารถรับรู้สภาพแวดล้อมทางสายตา (Visual Perception) เข้าใจข้อมูลหลากหลายรูปแบบ (Multimodal Understanding) วางแผนการทำงาน และควบคุมการเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติและแม่นยำแบบเรียลไทม์ โดยแทบไม่ต้องพึ่งพาระบบประมวลผลจากภายนอก

2. สรีระและการเคลื่อนไหวที่แข็งแกร่ง ด้วยความสูงประมาณ 1.4 เมตร และน้ำหนักประมาณ 42-43 กิโลกรัม (อาจเปลี่ยนแปลงตามอุปกรณ์เสริม) Booster T2 มีความคล่องตัวสูงมาก โครงสร้างของหุ่นยนต์มีองศาอิสระ (Degrees of Freedom - DoFs) รวม 31 องศา แบ่งเป็นขาข้างละ 6 องศา, แขนข้างละ 7 องศา, เอว 3 องศา และหัว 2 องศา ทำให้สามารถเคลื่อนไหวประสานกันทั้งตัว (Whole-body coordination) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นอกจากนี้ การใช้มอเตอร์ PMSM โรเตอร์ภายในความเร็วสูง ทำให้หุ่นยนต์สร้างแรงบิดสูงสุดได้ถึง 140 Nm ส่งผลให้สามารถทนทานต่อการใช้งานหนัก และรองรับน้ำหนักหยิบจับสำหรับสองแขนได้รวมสูงสุด 10 กิโลกรัม ในด้านความคล่องแคล่ว Booster T2 ทำความเร็วในการเดินได้สูงสุด 2 เมตรต่อวินาที และยังสามารถทำท่าทางผาดโผน เช่น การตีลังกา (Flips), การรักษาความสมดุลแบบไดนามิก และสามารถลุกขึ้นยืนเองได้เมื่อหกล้ม


3. ระบบเซ็นเซอร์และการเชื่อมต่อที่ครบครัน เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถทำงานในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ Booster T2 ได้รับการติดตั้งเซ็นเซอร์หลากหลายประเภท ได้แก่ กล้องแบบ Binocular ที่ส่วนหัวและส่วนเอว (และกล้องที่ข้อมือในรุ่นสเปกสูง) รวมถึงรองรับการติดตั้ง LiDAR เป็นอุปกรณ์เสริม ตัวหุ่นยนต์ยังมีไมโครโฟนแบบอาร์เรย์ ลำโพง และระบบเสียงแจ้งเตือนเมื่อแบตเตอรี่ต่ำหรือข้อต่อมีอุณหภูมิสูงเกินไป


ตัวหุ่นยนต์มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 48V / 10Ah ซึ่งสามารถใช้งานแบบเดินต่อเนื่องได้ยาวนานถึง 2 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ผ่านพอร์ตชาร์จแบบแม่เหล็ก) ทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อเครือข่ายความเร็วสูงผ่าน Wi-Fi 6, Bluetooth 5.2 และพอร์ตต่างๆ เช่น USB, Type-C แบบล็อกได้ และ Ethernet


4. ระบบนิเวศเปิด "Booster Studio" สำหรับนักพัฒนา Booster Robotics ได้สร้างระบบนิเวศซอฟต์แวร์เปิดที่เรียกว่า Booster Studio เพื่อให้นักพัฒนาสามารถทดสอบและวิจัยได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การจำลองสภาพแวดล้อม (Simulation) การฝึกโมเดล AI อย่าง Vision-Language-Action (VLA) และ Reinforcement learning ไปจนถึงการติดตั้งระบบลงบนหุ่นยนต์จริง แพลตฟอร์มนี้ช่วยลดรอยต่อระหว่างการคิดค้นนวัตกรรมในโลกเสมือนสู่การใช้งานบนฮาร์ดแวร์จริง


เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่หลากหลาย Booster T2 ยังถูกแบ่งออกเป็น 3 แพ็กเกจ ได้แก่ Professional P1, P2 และ P3 โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกรูปแบบของมือจับ (End Effector) ได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นแบบมาตรฐาน แบบไม่มีมือจับ หรือมือกลที่มีความแม่นยำสูงแบบ 6-DOF


บทสรุป Booster T2 ถือเป็นการกำหนดมาตรฐานใหม่ของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ด้วยการผสานพลังประมวลผลชั้นเลิศอย่าง NVIDIA Thor เข้ากับความคล่องตัวของฮาร์ดแวร์ระดับอุตสาหกรรม และซอฟต์แวร์ระบบเปิดที่เอื้อต่อการวิจัย แพลตฟอร์มเรือธงรุ่นนี้พร้อมแล้วที่จะปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์และเร่งการเติบโตของเทคโนโลยี Embodied AI ในอนาคตอันใกล้