
นักวิทยาศาสตร์นับต้นไม้บนโลกได้อย่างไร ?
ผลการศึกษาระดับโลกพบว่า ปัจจุบันโลกมีต้นไม้อยู่ประมาณ 3.04 ล้านล้านต้น หรือเฉลี่ยราว 390 ต้นต่อประชากรโลก 1 คนอย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงความอุดมสมบูรณ์ของโลกเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นว่ามนุษย์ได้ทำให้โลกสูญเสียพื้นที่ป่าไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่เริ่มมีอารยธรรม
ในอดีต นักวิจัยเคยประเมินว่าโลกมีต้นไม้เพียงประมาณ 400,000 ล้านต้น เนื่องจากอาศัยภาพถ่ายดาวเทียมที่สามารถระบุได้เพียงตำแหน่งของผืนป่า แต่ไม่สามารถบอกจำนวนต้นไม้ที่อยู่ภายในพื้นที่เหล่านั้นได้
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 2015 เมื่อทีมวิจัยนานาชาติที่นำโดย Thomas Crowther นักนิเวศวิทยา ได้รวบรวมข้อมูลจากแปลงสำรวจป่ากว่า 400,000 จุดทั่วโลก ผสานกับภาพถ่ายดาวเทียม ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) แบบจำลองทางสถิติ และเทคโนโลยี AI เพื่อสร้างแผนที่ความหนาแน่นของต้นไม้ทั่วโลกขึ้นเป็นครั้งแรก
ผลการศึกษาพบว่า โลกมีต้นไม้มากถึง 3.04 ล้านล้านต้น ซึ่งมากกว่าการประเมินเดิมเกือบ 8 เท่า และยังคงเป็นหนึ่งในงานศึกษาที่ครอบคลุมที่สุดเกี่ยวกับจำนวนต้นไม้ทั่วโลก
สรุปข่าว
นักวิทยาศาสตร์นับต้นไม้บนโลกได้อย่างไร ?
ผลการศึกษาระดับโลกพบว่า ปัจจุบันโลกมีต้นไม้อยู่ประมาณ 3.04 ล้านล้านต้น หรือเฉลี่ยราว 390 ต้นต่อประชากรโลก 1 คนอย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงความอุดมสมบูรณ์ของโลกเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นว่ามนุษย์ได้ทำให้โลกสูญเสียพื้นที่ป่าไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่เริ่มมีอารยธรรม
ในอดีต นักวิจัยเคยประเมินว่าโลกมีต้นไม้เพียงประมาณ 400,000 ล้านต้น เนื่องจากอาศัยภาพถ่ายดาวเทียมที่สามารถระบุได้เพียงตำแหน่งของผืนป่า แต่ไม่สามารถบอกจำนวนต้นไม้ที่อยู่ภายในพื้นที่เหล่านั้นได้
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 2015 เมื่อทีมวิจัยนานาชาติที่นำโดย Thomas Crowther นักนิเวศวิทยา ได้รวบรวมข้อมูลจากแปลงสำรวจป่ากว่า 400,000 จุดทั่วโลก ผสานกับภาพถ่ายดาวเทียม ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) แบบจำลองทางสถิติ และเทคโนโลยี AI เพื่อสร้างแผนที่ความหนาแน่นของต้นไม้ทั่วโลกขึ้นเป็นครั้งแรก
ผลการศึกษาพบว่า โลกมีต้นไม้มากถึง 3.04 ล้านล้านต้น ซึ่งมากกว่าการประเมินเดิมเกือบ 8 เท่า และยังคงเป็นหนึ่งในงานศึกษาที่ครอบคลุมที่สุดเกี่ยวกับจำนวนต้นไม้ทั่วโลก
โดยแม้หลายคนจะนึกถึงป่าอเมซอนเป็นอันดับแรก แต่หากพิจารณาในแง่ของ "ความหนาแน่นของต้นไม้" ป่าสนเขตหนาว (Boreal Forest) ในแคนาดา อะแลสกา รัสเซีย และกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย กลับเป็นพื้นที่ที่มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นที่สุด เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมกับป่าสน
อย่างไรก็ตาม หากนับจำนวนต้นไม้ทั้งหมด ป่าเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนในอเมริกาใต้ แอฟริกากลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครองสัดส่วนมากกว่า 40% ของต้นไม้ทั้งโลก เพราะครอบคลุมพื้นที่ขนาดมหาศาล โดยเฉพาะป่าอเมซอนที่มีต้นไม้อยู่หลายแสนล้านต้น และถือเป็นหนึ่งในระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดของโลก
แม้โลกจะยังมีต้นไม้มากกว่า 3 ล้านล้านต้น แต่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่า นับตั้งแต่เริ่มมีอารยธรรมมนุษย์ โลกสูญเสียต้นไม้ไปแล้วประมาณ 46% การขยายพื้นที่เกษตรกรรม การสร้างเมือง การตัดไม้เชิงพาณิชย์ การทำเหมือง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พื้นที่ป่าลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา
แม้ปัจจุบันจะมีโครงการปลูกป่าทั่วโลก แต่โลกยังคงสูญเสียต้นไม้มากกว่า 15,000 ล้านต้นต่อปี แม้ว่าธรรมชาติและการปลูกป่าจะช่วยฟื้นฟูได้บางส่วน แต่แนวโน้มโดยรวมยังคงเป็นการลดลงของพื้นที่ป่า โดยเฉพาะในเขตร้อนซึ่งเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด
ทำไมการอนุรักษ์ป่าจึงสำคัญกว่าการปลูกต้นไม้ใหม่
การปลูกต้นไม้ได้รับความสนใจในฐานะหนึ่งในแนวทางรับมือภาวะโลกร้อน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาระบุว่า การปลูกต้นไม้เพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะต้นไม้ที่ปลูกใหม่ต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะเติบโตเต็มที่ อีกทั้งป่าปลูกจำนวนมาก เป็นการปลูกต้นไม้เพียงไม่กี่ชนิด ทำให้กักเก็บคาร์บอนได้น้อย รองรับสัตว์ป่าได้จำกัด และมีความเสี่ยงต่อโรค แมลง ไฟป่า และภัยแล้งมากกว่าป่าธรรมชาติ
ในทางกลับกัน ป่าธรรมชาติที่เติบโตเต็มวัยสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ทันที ช่วยควบคุมวัฏจักรน้ำ รักษาคุณภาพดิน และเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตนับล้านชนิด ดังนั้น การปกป้องผืนป่าที่เหลืออยู่จึงให้ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการรอให้ป่าปลูกใหม่เติบโตในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
นักวิทยาศาสตร์เห็นตรงกันว่า การฟื้นฟูป่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ไม่สามารถใช้แทนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ โดยมีการประเมินว่า หากต้องการชดเชยคาร์บอนทั้งหมดจากแหล่งสำรองเชื้อเพลิงฟอสซิลของบริษัทน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหินรายใหญ่ของโลก ด้วยการปลูกต้นไม้เพียงอย่างเดียว จะต้องใช้พื้นที่ปลูกป่าขนาดใหญ่พอ ๆ กับทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกากลางรวมกัน ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
ด้วยเหตุนี้ นักนิเวศวิทยาจึงแนะนำให้ฟื้นฟูป่าพื้นเมืองในพื้นที่ที่เคยเป็นป่าธรรมชาติ เนื่องจากต้นไม้ท้องถิ่นสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า ช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรงกว่าการปลูกป่าเชิงเดี่ยว
นอกจากการประเมินจำนวนต้นไม้แล้ว งานวิจัยล่าสุดยังระบุว่า โลกอาจมีต้นไม้ประมาณ 73,000 ชนิด และยังมีอีกราว 9,000 ชนิดที่มนุษย์ไม่เคยค้นพบ โดยส่วนใหญ่คาดว่าจะอยู่ในป่าฝนเขตร้อนของทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งยังเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงและสำรวจได้ยาก
การค้นพบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า โลกยังมีความหลากหลายทางชีวภาพอีกมากที่มนุษย์ยังไม่เข้าใจอย่างสมบูรณ์ และยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ผืนป่าที่เหลืออยู่
- จับวันนี้ อาจไม่เหลือพรุ่งนี้! “เคนยา” เร่งใช้ข้อมูล กู้ทรัพยากรทะเลที่กำลังร่อยหรอ
- AI เผยความจริงที่น่าหวั่น พืชและเชื้อรากำลังหายไป เร็วกว่าที่โลกเคยคิด!
- “ปลูกป่า” อาจไม่พอ? ต้นไม้อาจกักคาร์บอนได้น้อยกว่าที่คิด เมื่อโลกร้อนขึ้น ต้นไม้ยิ่งโตยาก
- 5 มิ.ย. “วันสิ่งแวดล้อมโลก” เมื่อโลกเดือด ป่าหาย ทะเลป่วย สัญญาณเตือนที่ทุกคนต้องรับฟัง
- Dolby Atmos พลิกประสบการณ์เสียง สู่มิติใหม่แห่งความบันเทิงและการเล่นเกม
ที่มาข้อมูล : https://interestingengineering.com/culture/how-many-trees-are-on-earth
ที่มารูปภาพ : wikimedia
