Midjourney เปิดตัวเครื่องสแกน 3 มิติ พลิกโฉมวงการแพทย์แม่นยำระดับ MRI

Share on Line Share on Facebook Share on X
Midjourney เปิดตัวเครื่องสแกน 3 มิติ พลิกโฉมวงการแพทย์แม่นยำระดับ MRI
Midjourney บริษัทที่โด่งดังทั่วโลกจากซอฟต์แวร์ AI สร้างภาพจากข้อความ ได้สร้างความประหลาดใจครั้งใหญ่ด้วยการประกาศขยายธุรกิจเข้าสู่วงการเทคโนโลยีการแพทย์ภายใต้ชื่อ "Midjourney Medical" พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ชิ้นแรก นั่นคือ เครื่องสแกนร่างกายเต็มตัวด้วยคลื่นอัลตราซาวนด์ (Ultrasound Scanner) ที่ใช้เวลาทำงานเพียง 60 วินาที

สรุปข่าว

Midjourney ขยายธุรกิจสู่การแพทย์เปิดตัวเครื่องสแกนร่างกาย 3 มิติเต็มตัวด้วยคลื่นอัลตราซาวนด์ ปลอดภัยไร้รังสี ให้ผลแม่นยำเทียบเท่า MRI ในเวลาเพียง 60 วินาที ตั้งเป้าเปิดตัวคลินิกสุขภาพปี 2027 พร้อมยื่นขออนุมัติ FDA เพื่อใช้เป็นเครื่องมือวินิจฉัยโรคเต็มรูปแบบ คาดติดตั้ง 50,000 เครื่องทั่วโลกภายในปี 2031
Midjourney บริษัทที่โด่งดังทั่วโลกจากซอฟต์แวร์ AI สร้างภาพจากข้อความ ได้สร้างความประหลาดใจครั้งใหญ่ด้วยการประกาศขยายธุรกิจเข้าสู่วงการเทคโนโลยีการแพทย์ภายใต้ชื่อ "Midjourney Medical" พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ชิ้นแรก นั่นคือ เครื่องสแกนร่างกายเต็มตัวด้วยคลื่นอัลตราซาวนด์ (Ultrasound Scanner) ที่ใช้เวลาทำงานเพียง 60 วินาที

นวัตกรรมพลิกโฉมจากพลัง AI สู่เครื่องสแกน 3 มิติ

เป้าหมายของ Midjourney คือการสร้างเครื่องสแกนที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าเครื่อง MRI แต่เข้าถึงและใช้งานได้ง่ายเหมือนการไปสปา ตัวเครื่องถูกออกแบบมาให้แตกต่างจากเครื่องมือแพทย์แบบเดิมๆ โดยผู้ใช้งานจะต้องก้าวขึ้นไปบนแท่น จากนั้นเครื่องจะค่อยๆ จุ่มตัวผู้ใช้ลงในน้ำด้วยความเร็ว 2 นิ้วต่อวินาที พร้อมกับมีแสงสีทองล้อมรอบตัว

ร่างกายของผู้ใช้จะเคลื่อนผ่านวงแหวนที่ติดตั้งเซนเซอร์อัลตราซาวนด์ขนาดจิ๋วเท่าเม็ดทรายจำนวนกว่า 500,000 ตัว เซนเซอร์เหล่านี้ทำงานคล้ายระบบสะท้อนเสียงของโลมา โดยจะปล่อยคลื่นอัลตราโซนิกและรับสัญญาณเสียงที่สะท้อนกลับมา (Echolocation)

ข้อมูลมหาศาลจากเซนเซอร์จะถูกส่งไปยังกลุ่มคอมพิวเตอร์ประมวลผลขั้นสูง (Compute cluster) เพื่อแปลงสัญญาณสะท้อนให้กลายเป็นแผนที่ 3 มิติของร่างกายที่มีความละเอียดสูงระดับมิลลิเมตร ทางบริษัทระบุว่าภาพที่ได้จะมีความคล้ายคลึงกับภาพ MRI ในปัจจุบัน แต่กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึง 60 วินาที ซึ่งเร็วกว่าการทำ MRI ทั่วไปที่ต้องใช้เวลานาน 60 ถึง 90 นาทีถึงเกือบหนึ่งร้อยเท่า ที่สำคัญคือเป็นการใช้คลื่นเสียงโดยไม่มีการแผ่รังสีเอ็กซ์เรย์ที่เป็นอันตราย จึงสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยและบ่อยครั้ง

ความร่วมมือและสถานะปัจจุบัน

โครงการนี้นำโดย ดร. ทอม คัลโลเวย์ (Tom Calloway) หัวหน้าฝ่ายการแพทย์ของ Midjourney โดยมีการพัฒนาร่วมกับบริษัท Butterfly Network ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์อัลตราซาวนด์ชั้นนำ Midjourney ได้รับสิทธิขาดในการใช้เทคโนโลยีอัลตราซาวนด์บนชิปของ Butterfly Network ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025

ปัจจุบัน โครงการนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยเพิ่งมีการทดสอบสแกนกับผู้คนไปประมาณหนึ่งโหล การสแกนในระยะนี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างแผนผังองค์ประกอบของร่างกาย (Body composition maps) เพื่อดูปริมาณกล้ามเนื้อ ไขมัน และสัดส่วนร่างกาย ซึ่งยังไม่ถือเป็นการวินิจฉัยทางการแพทย์ จึงไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

ไทม์ไลน์และแผนการในอนาคต

Midjourney ไม่ได้วางแผนจะขายเครื่องสแกนนี้ให้กับโรงพยาบาลในทันที แต่มีแผนที่ใหญ่กว่านั้น 

ช่วงปลายปี 2027 ตั้งเป้าเปิดตัวคลินิกสุขภาพรูปแบบสปา (Wellness spa) แห่งแรกในซานฟรานซิสโก ซึ่งลูกค้าสามารถเข้ามาสแกนร่างกายเพื่อเช็กสุขภาพในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย

ปี 2028 บริษัทมีแผนเปิดตัวเครื่องสแกนรุ่นที่ 3 ที่จะใช้ชิปประมวลผลที่ออกแบบมาเฉพาะ (Custom silicon) เพื่อให้ได้คุณภาพภาพที่สูงขึ้นจนสามารถแข่งขันกับเครื่อง MRI มาตรฐานได้ พร้อมทั้งเตรียมทยอยยื่นเอกสาร (Rolling submission) ต่อ FDA เพื่อขออนุมัติให้เครื่องสแกนนี้สามารถใช้เพื่อการตรวจวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ได้อย่างเต็มรูปแบบ

ปี 2031 ตั้งเป้าที่จะขยายสปาและมีเครื่องสแกนติดตั้งใช้งานมากกว่า 50,000 เครื่องทั่วโลก โดยคาดว่าจะสามารถรองรับการสแกนได้สูงสุดถึง 1 พันล้านครั้งต่อเดือน

เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ที่ต้องพิสูจน์ 

เดวิด โฮลซ์ (David Holz) ซีอีโอของ Midjourney ได้ประกาศวิสัยทัศน์ที่ท้าทายว่า "หากเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายและช่วยให้ผู้คนได้รับการตรวจวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มันอาจช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของประชากรโลกได้ถึง 30% และลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขลงได้ถึง 50%"

แม้ว่าเป้าหมายนี้จะยังต้องรอการพิสูจน์ด้วยข้อมูลและผลการวิจัยทางการแพทย์ที่ชัดเจนอีกมาก แต่การข้ามสายของ Midjourney ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงเทรนด์ที่สำคัญว่าบริษัทด้าน AI เริ่มมองข้ามการทำงานแค่บนหน้าจอ และนำจุดแข็งของตน เช่น ความเชี่ยวชาญในการแปลงชุดข้อมูลให้เป็นรูปภาพ มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง โดยเฉพาะในวงการเทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างจริงจัง

ที่มาข้อมูล : Midjourney

ที่มารูปภาพ : Midjourney

แท็กบทความ