ดีอีเปิดเวทีฟังความเห็น TH-AI Passport เปิดสิทธิ์ AI Pro/Premium 30 โมเดล 14 ค่าย รองรับผู้ใช้ได้ 5 ล้านคน

Share on Line Share on Facebook Share on X
ดีอีเปิดเวทีฟังความเห็น TH-AI Passport เปิดสิทธิ์ AI Pro/Premium 30 โมเดล 14 ค่าย รองรับผู้ใช้ได้ 5 ล้านคน

วันที่ 11 มิถุนายน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,621 ล้านบาท โดยยืนยันว่าไม่ใช่เพียงการแจกสิทธิ์ใช้งาน AI แต่มีเป้าหมายสำคัญคือต้องการยกระดับทักษะ (Upskill/Reskill) ด้าน AI ให้กับคนไทย เพื่อแก้ปัญหาอันดับด้าน AI ของไทยที่ลดลง และลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีระหว่างเมืองกับภูมิภาค

โดยเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นนี้ ประกอบไปด้วยหลายฝ่าย ได้แก่ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ, นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), ผู้แทนจากบริษัทคู่สัญญา

สรุปข่าว

กระทรวงดีอีเปิดรับฟังความคิดเห็นโครงการ TH-AI Passport ตั้งเป้าคนไทย 5 ล้านคนเข้าถึง AI ระดับ Pro พร้อมเรียนรู้ผ่านกว่า 130 หลักสูตร หวังยกระดับทักษะแรงงานไทย ลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในยุค AI

วันที่ 11 มิถุนายน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,621 ล้านบาท โดยยืนยันว่าไม่ใช่เพียงการแจกสิทธิ์ใช้งาน AI แต่มีเป้าหมายสำคัญคือต้องการยกระดับทักษะ (Upskill/Reskill) ด้าน AI ให้กับคนไทย เพื่อแก้ปัญหาอันดับด้าน AI ของไทยที่ลดลง และลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีระหว่างเมืองกับภูมิภาค

โดยเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นนี้ ประกอบไปด้วยหลายฝ่าย ได้แก่ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ, นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), ผู้แทนจากบริษัทคู่สัญญา

กลุ่มเป้าหมายผู้ใช้งาน 5 ล้านคน

เป้าหมายของโครงการนี้ถูกตั้งไว้ที่ 5 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของประชากรวัยทำงานทั้งหมด 50 ล้านคน ในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยผู้ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นคนไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. กลุ่มนักเรียนนักศึกษา เป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีระหว่างเด็กในเมืองและระดับภูมิภาค

2. กลุ่มบุคลากรคนทำงานและภาครัฐ เป้าหมายเพื่อนำปัญญาประดิษฐ์ AI มาช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

3. กลุ่มประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการ และ SME เป้าหมายเพื่อนำเครื่องมือไปต่อยอดสร้างรายได้และพัฒนาธุรกิจ

บริการแพลตฟอร์มระดับโมเดล Pro/Premium

โครงการ TH-AI Passport ไม่ใช่การนำ AI เวอร์ชันฟรีมาจำหน่าย แต่เป็นการให้บริการแพลตฟอร์มระดับโมเดล Pro/Premium ที่รวมพลังของ AI 14 ค่าย และโมเดลชั้นนำ รวม 30 โมเดลไว้ในที่เดียวกัน เช่น Claude Opus 4.8, GPT 5.5, Gemini 3.1 Pro, Nano Banana Pro, Veo, Lyria 3, Sonar Reasoning Pro, Seedance, OpenAI o3, Claude Sonnet 4.6, GLM-5 เป็นต้น 

การใช้งานโมเดลระดับ Pro/Premium ซึ่งปกติ ราคาแพ็กเริ่มต้นของบริการ AI ในตลาดไทยอยู่ที่ 259-399 บาท/เดือน ขณะที่โครงการจัดหาปัญญาประดิษฐ์ AI โมเดลระดับ Pro ในราคาเพียง 27 บาท/คน/เดือน โดยมีสเปกสูงกว่าแพ็กเริ่มต้นที่จำหน่ายอยู่ทั่วไปในตลาด ควบคู่ไปกับระบบการเรียนรู้และหลักสูตรฝึกอบรมแบบครบวงจร

ทั้งนี้ บริษัทคู่สัญญายืนยันว่ายังไม่มีการเบิกจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว โดยการส่งมอบงานงวดแรกต้องส่งระบบที่พร้อมทดสอบ ไม่ใช่เพียงกระดาษแผนงาน

งบประมาณและสิทธิการใช้งาน

โครงการนี้ใช้งบประมาณกว่า 1,621 ล้านบาท โดยไม่ได้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินปกติ แต่เป็นการใช้เงินจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีงบประมาณคงเหลือและดำเนินการตามกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการ 100% 

แม้จะมีผู้ทักท้วงถึงเรื่องความคุ้มค่ารวมถึงกระบวนการการจัดซื้อจัดจ้าง ดีอียืนยันว่าแม้จะเป็นเงินจากกองทุนดีอีแต่ก็ปฏิบัติตามกฎหมายราชการทุกขั้นตอนอย่างโปร่งใส มีการพิจารณากลั่นกรองนานเกือบ 5 เดือน ไม่ใช่ 34 วันตามที่วิพากย์วิจารณ์ ส่วนการสืบค้นราคากลางจากเอกชน 8 รายเป็นแนวปฏิบัติปกติ ไม่ใช่การล็อกสเปก และปัจจุบันไม่สามารถแก้ไข TOR ได้เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนบริหารสัญญาแล้ว แต่รัฐบาลจะเน้นการกำกับดูแลภายใต้แนวคิด "ใช้งานจริง จ่ายตามการใช้งานจริง"

ส่วนคำถามถึงสาเหตุที่รัฐบาลไม่จัดซื้อแพ็กเกจปัญญาประดิษฐ์ AI โดยตรงจากบริษัทอย่าง Microsoft หรือ OpenAI คำตอบคือ กฎหมายและระเบียบราชการไทยมีข้อกำหนดเรื่อง บทปรับแบบไม่มีเพดานสูงสุด (Unlimited Penalty) ซึ่งบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ไม่สามารถยอมรับและลงนามในสัญญาโดยตรงกับภาครัฐได้ จึงต้องดำเนินการผ่านตัวแทนจำหน่ายในประเทศ

นอกจากนี้ การจัดซื้อผ่านผู้รับจ้างหรือคนกลางที่บริหารจัดการโครงการ ยังทำให้รัฐสามารถรวบรวมปัญญาประดิษฐ์ AI จากหลายค่ายและหลายโมเดล เข้ามาไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งหากรัฐต้องแยกทำสัญญาเองทีละค่าย จะเกิดความยุ่งยากทางเอกสารและเป็นข้อจำกัดในการทำงาน

รัฐบาลย้ำว่า หัวใจสำคัญของโครงการ คือ ระบบ Learn to Earn ซึ่งมีหลักสูตรการเรียนรู้กว่า 130 หลักสูตร โดยประชาชนจะได้รับสิทธิการใช้งานโมเดลในรูปแบบโปร เมื่อเรียนจนครบตามเงื่อนไข จะสามารถปลดล็อกตามลำดับขั้นของบทเรียนและภารกิจ เพื่อ Upskill ทักษะ AI ผ่านระบบการเรียนรู้ (LMS) ซึ่งเนื้อหาถูกพัฒนาขึ้นตามกรอบมาตรฐาน UNESCO AI Competency Framework และ จาก Google Microsoft OpenAI  

รวมไปถึงกรอบการเรียนรู้ ASEAN AI Transition Innovation Framework หรือ AITIF และ ETDA Digital Citizen ทั้งหมดกว่า 130 หลักสูตร เมื่อเรียนและทำแบบทดสอบผ่านจะได้รับประกาศนียบัตร (Certificate) ด้วย กลไกนี้ช่วยกระตุ้นการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง

ผู้ใช้เริ่มต้นจะได้รับคะแนนฟรี 100 คะแนนเพื่อทดลองใช้งาน แต่เพื่อจะรักษาสิทธิ์ในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ AI ระดับโปรในเดือนต่อๆ ไป ตลอดอายุโครงการ 12 เดือน ผู้ใช้จำเป็นต้องเข้ามาเรียนรู้ผ่านหลักสูตรที่จัดเตรียมไว้เพื่อเก็บคะแนนสะสม หากไม่มีการเรียนรู้เพิ่มเติม สิทธิ์การใช้งานจะถูกลดระดับลง

ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

โครงการ TH-AI Passport ใช้มาตรฐานความปลอดภัยด้าน Data Privacy และ Local Hosting ระดับองค์กร ข้อมูลการลงทะเบียน จะถูกจัดเก็บภายในประเทศไทย (Data Localization) และข้อมูลการใช้งานจะถูกเก็บในรูปแบบที่ไม่ระบุตัวตน (Anonymous) ทำให้มีการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน

ในด้านความเป็นส่วนตัวเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ให้ความสำคัญสูงสุด ทางบริษัทผู้ให้บริการ เช่น Microsoft ได้ออกมายืนยันผ่านข้อสัญญาคุ้มครองผลิตภัณฑ์ว่า ข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคำสั่ง (Prompt) รูปภาพ หรือเอกสารที่ผู้ใช้ป้อนเข้าระบบ จะไม่มีการถูกนำไปใช้ฝึกสอนโมเดล AI (No Model Training) อย่างเด็ดขาด

รัฐบาลยืนยันว่าข้อมูลเชิงลึกของแต่ละบุคคลจะถูกแยกออกจากพฤติกรรมการใช้งานอย่างชัดเจน รัฐบาลจะมองเห็นเพียงสถิติในภาพรวม (Macro Data) เช่น จำนวนผู้ใช้งานรายวัน จังหวัดที่มีการใช้งานสูง หรือสัดส่วนการนำไปใช้ประโยชน์ในภาคธุรกิจและการศึกษา แต่จะไม่สามารถรับรู้ได้ว่าบุคคลใดพิมพ์คำสั่งหรือถามคำถามอะไรลงไป 

ความเสถียรและการรองรับจำนวนผู้ใช้งาน

รัฐบาลเปิดเผยว่าโครงการได้ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานระบบ Cloud แบบ Auto-scale ที่พร้อมรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันทะลุ 5,000 ธุรกรรมต่อวินาที (TPS) หรือรองรับคนได้สูงถึง 5 ล้านคนต่อชั่วโมง หรือสูงกว่าข้อกำหนดใน TOR สร้างความมั่นใจว่าระบบจะให้บริการได้อย่างราบรื่นแม้ในช่วงที่มีการใช้งานสูงสุด

ระบบทำงานแบบใช้งานเท่าไหร่จ่ายเท่านั้น (Pay per active user) เพื่อลดความเสี่ยงกรณีที่ประชาชนเข้าร่วมโครงการไม่ถึง 5 ล้านคน รัฐจะจ่ายเงินงบประมาณตามจำนวนประชาชนที่เข้ามาใช้งานระบบจริงในแต่ละเดือนเท่านั้น ไม่ได้เป็นการจ่ายเงินก้อนเหมาจ่ายล่วงหน้าไปฟรี ๆ นับเป็นเงื่อนไขที่สร้างความมั่นใจว่าทุกบาททุกสตางค์จะถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด

ทั้งนี้ รัฐบาลย้ำว่า โครงการ TH-AI Passport ถือเป็นหนึ่งในความพยายามครั้งใหญ่ของประเทศไทยในการเร่งสร้างทักษะปัญญาประดิษฐ์ AI ให้กับประชาชน เชื่อว่าหากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย 5 ล้านคน จะช่วยยกระดับศักยภาพแรงงานไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และเตรียมความพร้อมให้ประเทศรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัลและยุคปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็ว

ที่มาข้อมูล : TNN, Thai News Pix

ที่มารูปภาพ : TNN, Thai News Pix

แท็กบทความ