UN เตือน AI ใช้น้ำมหาศาล “ดาต้าเซ็นเตอร์” อาจใช้น้ำ 9.3 ล้านล้านลิตรภายในปี 2573

Share on Line Share on Facebook Share on X
UN เตือน AI ใช้น้ำมหาศาล “ดาต้าเซ็นเตอร์” อาจใช้น้ำ 9.3 ล้านล้านลิตรภายในปี 2573

รายงานฉบับใหม่ของสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (UN University Institute for Water, Environment and Health) เปิดเผยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยระบุว่าเทคโนโลยีดังกล่าวกำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ความต้องการใช้พลังงาน น้ำ และพื้นที่สำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

รายงานระบุว่า ตลาด AI ทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัวจากมูลค่าประมาณ 6.2 ล้านล้านบาทในปี 2566 เป็นเกือบ 165 ล้านล้านบาทภายในปี 2576 หรือเติบโตกว่า 25 เท่าในเวลาเพียง 10 ปี ขณะที่ Generative AI ซึ่งสามารถสร้างข้อความ ภาพ วิดีโอ เสียง และโค้ดตามคำสั่งของผู้ใช้ กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะครองสัดส่วนตลาดราว 40% ภายในปี 2573

สรุปข่าว

การเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเปลี่ยนแปลงโลกในหลายมิติ แต่เบื้องหลังความสามารถในการสร้างข้อความ ภาพ และวิดีโอได้ภายในไม่กี่วินาที คือการใช้พลังงานและทรัพยากรจำนวนมหาศาล รายงานล่าสุดขององค์การสหประชาชาติ (UN) ชี้ว่า หากการใช้งาน AI ยังคงขยายตัวตามคาดการณ์ ภายในปี 2573 ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกอาจต้องใช้น้ำสูงถึง 9.3 ล้านล้านลิตรต่อปี สะท้อนต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังเพิ่มขึ้นควบคู่กับการเติบโตของเทคโนโลยีแห่งอนาคต

รายงานฉบับใหม่ของสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (UN University Institute for Water, Environment and Health) เปิดเผยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยระบุว่าเทคโนโลยีดังกล่าวกำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ความต้องการใช้พลังงาน น้ำ และพื้นที่สำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

รายงานระบุว่า ตลาด AI ทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัวจากมูลค่าประมาณ 6.2 ล้านล้านบาทในปี 2566 เป็นเกือบ 165 ล้านล้านบาทภายในปี 2576 หรือเติบโตกว่า 25 เท่าในเวลาเพียง 10 ปี ขณะที่ Generative AI ซึ่งสามารถสร้างข้อความ ภาพ วิดีโอ เสียง และโค้ดตามคำสั่งของผู้ใช้ กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะครองสัดส่วนตลาดราว 40% ภายในปี 2573

อย่างไรก็ตาม การทำงานของ AI ต้องอาศัยศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล ทั้งในขั้นตอนการฝึกฝนโมเดลและการประมวลผลคำสั่งนับพันล้านครั้งต่อวัน ส่งผลให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง

รายงานประเมินว่า ในปี 2568 ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกใช้พลังงานไฟฟ้ารวมประมาณ 448 เทราวัตต์ชั่วโมง โดย AI มีส่วนใช้พลังงานคิดเป็นราว 20% ของทั้งหมด หากเปรียบเทียบเป็นประเทศ ศูนย์ข้อมูลจะกลายเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่อันดับ 11 ของโลก และปริมาณไฟฟ้าดังกล่าวเพียงพอต่อการใช้ในภาคครัวเรือนของประชากร 1,300 ล้านคนในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาราได้นานถึง 2.6 ปี

การใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาลดังกล่าวก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 189 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งต้องอาศัยต้นกล้ากว่า 3,200 ล้านต้นที่เติบโตเป็นเวลา 10 ปี จึงจะสามารถดูดซับคาร์บอนในปริมาณดังกล่าวได้

ในด้านทรัพยากรน้ำ รายงานระบุว่า ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกใช้น้ำเพื่อระบายความร้อนในปีที่ผ่านมาในปริมาณที่สามารถเติมสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิกได้ถึง 1.8 ล้านสระ หรือเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำขั้นพื้นฐานของประชากรกว่า 600 ล้านคนในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา

ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลยังต้องอาศัยพื้นที่รองรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ โดยมีพื้นที่รวมคิดเป็นเกือบ 4.5 เท่าของมหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษ

นายคาเวห์ มาดานี ผู้อำนวยการสถาบันและหัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า สังคมมักมอง AI เป็นเพียงซอฟต์แวร์ แต่ในความเป็นจริง AI คือโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่ประกอบด้วยศูนย์ข้อมูล โรงไฟฟ้า ระบบทำความเย็น เครือข่ายส่งไฟฟ้า ชิป แร่ธาตุ ที่ดิน และน้ำ

รายงานเตือนว่า หากภายในปี 2573 AI มีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นเป็น 40% ตามที่คาดการณ์ไว้ อุตสาหกรรม AI จะกลายเป็นหนึ่งในผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก รองจากเพียง 5 ประเทศเท่านั้น

ในสถานการณ์ดังกล่าว ปริมาณการใช้น้ำของอุตสาหกรรม AI อาจพุ่งสูงถึง 9.3 ล้านล้านลิตรต่อปี หรือเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำขั้นพื้นฐานของประชากรกว่า 1,300 ล้านคนเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม ขณะที่การใช้พื้นที่เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องจะมีขนาดใหญ่กว่าพื้นที่มหานครจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ถึงประมาณ 2 เท่า

นอกจากนี้ ขยะอิเล็กทรอนิกส์จากฮาร์ดแวร์ AI ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะ 2.5 ล้านตันภายในสิ้นทศวรรษนี้ หรือเทียบเท่ากับการทิ้งหอไอเฟลกว่า 250 แห่งในทุก ๆ ปี

รายงานจึงเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกกำหนดมาตรการให้ผู้พัฒนา AI เปิดเผยข้อมูลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส ขณะที่ผู้ใช้งานควรเลือกใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น เช่น การสร้างภาพหรือวิดีโอที่ใช้พลังงานสูง รวมถึงใช้คำสั่งอย่างกระชับและนำผลลัพธ์เดิมกลับมาใช้ซ้ำ เพื่อลดภาระต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว


ภาพ: Envato

ที่มา: UN

_____

#TNNEARTH #คาร์บอน #การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ #ก๊าซเรือนกระจก #โลกร้อน #โลกเดือด

ที่มาข้อมูล : UN

ที่มารูปภาพ : Envato