เทคโนโลยีอัจฉริยะที่เป็นของคุณอย่างแท้จริง ด้วยแพลตฟอร์ม Microsoft Agent Platform ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลภายในของคุณเอง ผสานกับเทคโนโลยีอัจฉริยะจาก Microsoft IQ ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้าง เอเจนต์ AI ใน GitHub แล้วนำไปใช้งานต่อบน Microsoft Foundry เพื่อปรับแต่งประสิทธิภาพด้วยโมเดลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับงานนั้นๆ สามารถป้อนคลังข้อมูลของตนเองร่วมกับคลังความรู้ของโลกเพื่อเป็นฐานข้อมูลอ้างอิงให้ AI จากนั้นเรียกใช้งานผ่าน Microsoft Teams, Microsoft 365 หรือแอปพลิเคชันที่ทีมใช้ทำงานร่วมกันได้ทันที โดยระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทลายข้อจำกัดเดิมๆ ทำให้คุณได้ครบทุกอย่าง โดยไม่ต้องเลือกว่าจะเอาความปลอดภัยหรือความเร็ว และไม่ต้องยอมเสี่ยงเสียข้อมูลบริษัท เพื่อแลกกับเครื่องมือหรือโมเดล AI ที่อยากใช้งานอีกต่อไป
เลือกเครื่องมือได้ในแบบที่ต้องการ นักพัฒนาควรมีอิสระในการสร้างงานด้วยเครื่องมือ โมเดล AI และขั้นตอนที่เลือกเองได้ ซึ่งแนวคิดนี้ครอบคลุมตั้งแต่ระดับชิปประมวลผล ระบบปฏิบัติการ เครื่องมือเขียนโค้ด ไปจนถึงระบบคลาวด์ และทั้งหมดนี้เริ่มต้นที่ Windows ซึ่งไมโครซอฟท์ไม่ได้สร้างมาเพื่อผู้พัฒนาแอปบน Windows เท่านั้น แต่สร้างมาเพื่อนักพัฒนาทุกคน โดยไมโครซอฟท์ได้เพิ่มความยืดหยุ่นในการตั้งค่าระบบใหม่ทั้งหมด ทั้งหน้าต่างสั่งการและระบบควบคุมที่ทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างไร้รอยต่อ มีพื้นที่จำลองในเครื่องเพื่อความปลอดภัยในการทดสอบเอเจนต์ มีความสามารถใหม่ของ Windows Subsystem for Linux (WSL) และเพิ่มพลังให้สามารถประมวลผลงานหนักๆ บนคอมพิวเตอร์ของคุณเองได้ทันที
ยกระดับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ไปอีกขั้น ก้าวต่อไปเป็นยุคที่ AI อัจฉริยะก้าวข้ามจากเพียงช่วยเขียนโค้ดทั่วไป ไปสู่การคิดค้นความก้าวหน้าเพื่อมนุษยชาติ โดยการเสริมศักยภาพการทำงานให้นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัย ซึ่งเป็นก้าวใหม่ของวงการวิทยาศาสตร์ ซึ่งการประมวลผลอันล้ำสมัยนี้ สามารถทำได้บนรากฐานเดียวกันกับแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนานี้เอง
สร้างเอเจนต์อัจฉริยะที่เข้าใจทั้งผู้ใช้ ธุรกิจ และโลกรอบตัว ในยุคที่โมเดล AI เก่งขึ้นเรื่อยๆ และทุกคนสามารถเข้าถึงได้ สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างให้แต่ละองค์กรจึงไม่ใช่แค่การเข้าถึงเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่คือความเป็นเจ้าของ AI นั้นๆ อย่างแท้จริง โจทย์สำคัญคือแล้วจะทำอย่างไรให้ความเชี่ยวชาญ ข้อมูล และรูปแบบการทำงานเฉพาะตัวขององค์กร กลายเป็นระบบที่ AI เรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม อีกหนึ่ง เป้าหมายของไมโครซอฟท์จึงเป็นการสร้างอีโคซิสเท็มที่ให้อำนาจแก่องค์กรในการจัดการข้อมูลและสร้างคุณค่าให้แก่บริษัทตัวเอง ไม่ใช่ระบบที่ดึงข้อมูลและคุณค่าเหล่านั้นกลับไปสู่ผู้ให้บริการหรือผู้สร้างโมเดล AI
เอเจนต์ AI ของคุณจึงควรทำงานและคิดได้เหมือนกับตัวคุณเอง ตั้งแต่ตรรกะทางธุรกิจ คลังความรู้ภายในองค์กร ไปจนถึงขั้นตอนการทำงานจริง
สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มต้นที่ข้อมูลเกี่ยวกับบริบทที่ถูกต้อง วันนี้เราจึงเปิดให้ใช้งาน Microsoft IQ อย่างเป็นทางการแล้ว ทั้งบน GitHub Copilot, Microsoft Foundry และ Copilot Studio โดยระบบนี้จะทำหน้าที่เป็นชั้นข้อมูลบริบทแบบใหม่ ที่คอยเชื่อมโยงเอเจนต์ AI เข้ากับความรู้ของโลกภายนอกและคลังความรู้ภายในองค์กร ซึ่งประกอบไปด้วยระบบย่อยดังนี้
Work IQ ระบบอัจฉริยะสำหรับคนทำงาน ทำหน้าที่รวบรวมและทำความเข้าใจรูปแบบการทำงานจริงในองค์กรผ่าน Microsoft 365 และแหล่งข้อมูลภายนอกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลบุคคล อีเมล เอกสาร การประชุม และความเชื่อมโยงต่างๆ โดยเราจะเปิดให้ใช้งาน Work IQ APIs อย่างเป็นทางการในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ เพื่อให้นักพัฒนาสามารถเขียนโค้ดเชื่อมต่อระบบนี้ได้โดยตรง เพื่อให้เอเจนต์ AI เข้าใจบริบทการทำงานในองค์กรของคุณได้อย่างแม่นยำ
Fabric IQ มอบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ในการทำความเข้าใจและจัดการข้อมูลธุรกิจที่มีโครงสร้างซับซ้อนร่วมกัน
Foundry IQ ทำหน้าที่เชื่อมประสานข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยวางแผนการค้นหาและดึงข้อมูลอ้างอิง ทั้งจากคลังความรู้ในองค์กรและข้อมูลล่าสุดบนอินเทอร์เน็ต
Web IQ ซึ่งเปิดตัวใหม่ล่าสุด เป็นระบบค้นหาข้อมูลบนเว็บที่รวดเร็วที่สุดสำหรับนำมาเป็นข้อมูลอ้างอิงให้เอเจนต์ โดยระบบนี้ออกแบบมาเพื่อการทำงานร่วมกับ AI โดยเฉพาะ สามารถเชื่อมต่อกับโมเดลใดก็ได้ และรองรับโปรโตคอลมาตรฐาน MCPแบบเปิด ทำให้สามารถดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกลับมาได้เร็วกว่าระบบทั่วไปถึงเกือบ 2.5 เท่า
นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังขยายการใช้ประโยชน์ข้อมูลบริบทนี้ไปสู่รูปแบบการทำงานใหม่ๆ โดยเฉพาะเอเจนต์อิสระที่พร้อมทำงานแทนคุณตลอดเวลา โดยเปิดตัว Microsoft Scout เอเจนต์ส่วนตัวสำหรับคนทำงานรุ่นใหม่ (เปิดให้ลูกค้ากลุ่ม Frontier ทดลองใช้แล้ววันนี้) Scout พัฒนาขึ้นบน OpenClaw และ WorkIQ สามารถเรียนรู้รูปแบบการทำงานของคุณ และเชื่อมต่อกับเครื่องมือที่คุณใช้งานเป็นประจำอย่าง Teams และ Outlook เพื่อคอยเข้ามาช่วยเตรียมข้อมูลก่อนประชุม จัดการเวลานัดหมายที่ชนกันในปฏิทิน และจัดการงานประจำวันอื่นๆ ให้โดยอัตโนมัติโดยที่คุณไม่ต้องคอยสั่งการ โดยไมโครซอฟท์จะอัปเดตความคืบหน้าเพิ่มติมในเร็วๆ นี้ พร้อมทั้งขยายขีดความสามารถและเปิดใช้งาน Scout เป็นวงกว้างต่อไป
ในระดับโมเดล ทีม Microsoft AI Superintelligence ได้เปิดตัวตระกูลโมเดลใหม่ที่พัฒนาขึ้นเองถึง 7 โมเดล นำโดย MAI-Thinking-1 ซึ่งเป็นโมเดลเชิงเหตุผลรุ่นแรกของไมโครซอฟท์ ที่พัฒนาและฝึกสอนขึ้นมาใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้นโดยไม่มีการถ่ายทอดความรู้จากโมเดลอื่น และใช้ชุดข้อมูลระดับองค์กรที่ปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมายลิขสิทธิ์ เพื่อให้คุณสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้อย่างมั่นใจ
ในด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลที่ครอบคลุมทั้งระบบ ไมโครซอฟท์เปิดตัว Agent 365 for Local Agents สำหรับตรวจสอบ กำกับดูแล และรักษาความปลอดภัยให้กับเอเจนต์ทั้งหมดในองค์กรที่ทำงานบนคอมพิวเตอร์ส่วนตัว โดยเชื่อมต่อเข้ากับระบบ Entra, Defender และ Purview จึงควบคุมดูแลเอเจนต์ทั้งหมดได้จากที่เดียว ไม่ว่าจะติดตั้งอยู่ที่ใดหรือพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มใดก็ตาม ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างระบบได้อย่างรวดเร็วควบคู่ไปกับการควบคุมความปลอดภัยได้อย่างมั่นใจ
พร้อมกันนี้ ไมโครซอฟท์ยังเปิดตัวโครงการโอเพนซอร์สสำคัญ 2 โครงการ เพื่อสร้างมาตรฐานระบบความปลอดภัยระดับสากลให้กับเอเจนต์บนทุกเครื่องมือพัฒนา ได้แก่ ASSERT สำหรับใช้ประเมินความปลอดภัยตามนโยบายขององค์กร และ Agent Control Specification เพื่อกำหนดมาตรฐานกลางว่าควรจะเข้าไปควบคุมความปลอดภัยของเอเจนต์ในขั้นตอนไหนและอย่างไรในขณะที่ AI กำลังทำงาน
เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการป้องกันภัยไซเบอร์ ไมโครซอฟท์ยังได้เปิดตัว Codename MDASH ซึ่งเป็นระบบรักษาความปลอดภัยยุคใหม่ที่ทำงานโดยการส่งเอเจนต์ AI กว่า 100 ตัว เข้าไปช่วยกันค้นหาช่องโหว่ในระบบ โดย AI จะร่วมกันวิเคราะห์ตั้งแต่เส้นทางการไหลของข้อมูล ตรรกะการทำงานของธุรกิจ ไปจนถึงกระบวนการที่แฮกเกอร์จะใช้โจมตี และเมื่อเจอปัญหา ระบบจะส่งคำแนะนำในการแก้ไขที่ถูกต้องและตรงจุดไปยังหน้าต่างควบคุม Defender Portal ให้ผู้ดูแลจัดการได้ทันที
เลือกจัดการระบบได้ในแบบของคุณเอง
ในยุคของ AI แน่นอนว่าเราต้องการระบบอัจฉริยะที่ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ ทั้งบนคลาวด์และบนคอมพิวเตอร์ส่วนตัว แต่ในมุมของนักพัฒนา ความท้าทายคือจะสร้างระบบ AI ที่ซับซ้อนเหล่านี้อย่างไรให้คุณยังสามารถควบคุมและรันระบบได้ทันที เพราะในความเป็นจริง การพัฒนา AI มักจะติดปัญหาเรื่องความช้าและต้องคอยนั่งรอระบบคลาวด์ประมวลผลเป็นชั่วโมงๆ ดังนั้น เพื่อให้นักพัฒนาสามารถเขียนโค้ดได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด แพลตฟอร์มที่ดีจึงต้องช่วยให้คุณสามารถรันระบบเพื่อทดลองไอเดียใหม่ๆ บนเครื่องของตัวเองได้จบภายในไม่กี่นาที แทนที่จะต้องเสียเวลารอนานหลายชั่วโมง
สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มตั้งแต่ระดับชิปประมวลผล ซึ่งเป็นที่มาของ Surface RTX Spark Dev Box คอมพิวเตอร์สเปกแรงที่ออกแบบมาเพื่อรองรับงานหนักต่อเนื่องยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการสอนโมเดล AI ที่ใช้เวลานาน ขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนของเอเจนต์ และการปรับแต่งโมเดลในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว โดยยังคงควบคุมการใช้พลังงานและระดับความร้อนให้อยู่ในเกณฑ์ต่ำเพียง 100 วัตต์
ตัวเครื่องขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง NVIDIA RTX Spark มอบประสิทธิภาพการประมวลผล AI สูงสุดถึง 1 Petaflop[3] พร้อมหน่วยความจำรวมขนาด 128 GB ช่วยให้นักพัฒนาสามารถรันโมเดล AI ขนาดใหญ่ถึง 1.2 แสนล้านพารามิเตอร์ได้โดยตรงบนเครื่องส่วนตัว โดยไม่ต้องเสียเงินเช่าการ์ดจอบนระบบคลาวด์เพิ่มเติม นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังได้รับการตั้งค่าระบบมาให้พร้อมใช้งานทันที ไม่ว่าจะเป็นระบบจำลองสถานการณ์ WSL 2 ที่รองรับการเข้าถึงการ์ดจอโดยตรง และระบบประมวลผล CUDA เต็มรูปแบบ พร้อมติดตั้งเครื่องมือยอดนิยมอย่าง Visual Studio Code, GitHub Copilot และโปรแกรมอื่นๆ ที่นักพัฒนาคุ้นเคยมาให้เรียบร้อยแล้ว โดย Surface RTX Spark Dev Box จะเริ่มวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาช่วงปลายปีนี้ผ่านทาง Microsoft.com
ในส่วนของระบบปฏิบัติการ ไมโครซอฟท์กำลังเปลี่ยนผ่าน Windows ให้กลายเป็นระบบที่รองรับการทำงานของเอเจนต์อย่างเต็มตัว โดยการเปิดตัว Microsoft Execution Containers (MXC) เวอร์ชันทดสอบ ซึ่งช่วยให้นักพัฒนาและฝ่ายไอทีสามารถสร้างพื้นที่จำลองสำหรับทดสอบเอเจนต์ตามมาตรฐานขององค์กรได้อย่างง่ายดาย โดยมีตัวระบบปฏิบัติการ Windows เองทำหน้าที่คุมเข้มและจำกัดขอบเขตความปลอดภัยให้โดยตรง ผู้ใช้เพียงตั้งกฎเกณฑ์ความต้องการครั้งเดียว จากนั้น Windows จะช่วยควบคุมกฎความปลอดภัยนั้นในทุกๆ ที่ที่เอเจนต์ของผู้ใช้เปิดทำงาน
เหมือนกับที่ AI ช่วยให้เราเขียนโค้ดได้ง่ายขึ้น วันนี้ AI รุ่นใหม่ก็สามารถช่วยให้นักวิทยาศาสตร์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ และสร้างผลงานวิจัยระดับโลกได้เร็วขึ้นอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนวัตกรรมที่มีการอัปเดตกันในงานปีนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรับชมรายละเอียด ผลการทดสอบ และหัวข้อสัมมนาเจาะลึกข้อมูลเพิ่มเติมย้อนหลังได้ที่ Microsoft Build Live