กองทัพสหรัฐฯ เตรียมยกระดับเทคโนโลยีกล้องมองกลางคืน (Night Vision) ก้าวสู่ยุคใหม่ด้วยระบบ BiNOD

Share on Line Share on Facebook Share on X
กองทัพสหรัฐฯ เตรียมยกระดับเทคโนโลยีกล้องมองกลางคืน (Night Vision) ก้าวสู่ยุคใหม่ด้วยระบบ BiNOD

กองทัพสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจเดินหน้าพัฒนาระบบกล้องมองกลางคืนเพื่อทดแทนอุปกรณ์รุ่นเดิมที่ใช้งานมานานกว่า 20 ปี โดยได้คัดเลือก 3 บริษัทผู้ผลิตยุทโธปกรณ์ชั้นนำ ได้แก่ Elbit America, L3Harris และ Photonis เพื่อพัฒนาอุปกรณ์สังเกตการณ์เวลากลางคืนแบบสองตา หรือ BiNOD (Binocular Night Observation Device) เจเนอเรชันใหม่

สรุปข่าว

กองทัพสหรัฐฯ เลือก Elbit America, L3Harris Technologies และ Photonis Defense พัฒนากล้องมองกลางคืน BiNOD รุ่นใหม่ เพื่อแทนระบบตาเดียวที่ใช้งานมานานกว่า 20 ปี ระบบใหม่ใช้การมองแบบสองตา ภาพฟอสฟอรัสสีขาว และเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ช่วยเพิ่มมิติความลึก ลดความล้าของสายตา และรองรับการรบยุคใหม่ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

กองทัพสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจเดินหน้าพัฒนาระบบกล้องมองกลางคืนเพื่อทดแทนอุปกรณ์รุ่นเดิมที่ใช้งานมานานกว่า 20 ปี โดยได้คัดเลือก 3 บริษัทผู้ผลิตยุทโธปกรณ์ชั้นนำ ได้แก่ Elbit America, L3Harris และ Photonis เพื่อพัฒนาอุปกรณ์สังเกตการณ์เวลากลางคืนแบบสองตา หรือ BiNOD (Binocular Night Observation Device) เจเนอเรชันใหม่

ข้อจำกัดของระบบเดิม 

นับตั้งแต่ปี 2000 กองทัพสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร NATO พึ่งพากล้องมองกลางคืนแบบตาเดียว (Monocular) รุ่น AN/PVS-14 เป็นอุปกรณ์มาตรฐานประจำกายทหาร แม้อุปกรณ์นี้จะพลิกโฉมยุทธวิธีการรบโดยเปลี่ยนกลางคืนให้เป็นกลางวันได้ แต่ก็มีข้อจำกัดหลายประการ

1. ขาดมิติความลึก เนื่องจากเป็นระบบตาเดียว ผู้ใช้จะเห็นภาพแบนๆ แบบ 2 มิติ และมีมุมมองที่จำกัด (คล้ายกับการมองผ่านแกนกระดาษชำระ) ซึ่งทำให้กะระยะได้ยาก

2. ทำให้สายตาเหนื่อยล้า ระบบเดิมใช้เทคโนโลยีฟอสฟอรัสสีเขียวที่มีคอนทราสต์ค่อนข้างต่ำ ทำให้สมองต้องพยายามแยกแยะความแตกต่างของสีแทนที่จะเป็นความสว่าง ส่งผลให้เกิดความสับสนทางสายตาและทำให้ดวงตาเหนื่อยล้าได้ง่าย

มาตรฐานใหม่ของระบบ BiNOD เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กองทัพสหรัฐฯ จึงได้มอบสัญญาให้ทั้ง 3 บริษัทแข่งกันผลิตและทดสอบระบบ BiNOD ซึ่งระบบใหม่จากทั้ง 3 ค่ายจะมีคุณสมบัติพื้นฐานที่ได้รับการยกระดับร่วมกัน เช่น

1. ระบบสองตา (Binocular) เปลี่ยนจากระบบตาเดียวเป็นสองตา ช่วยเพิ่มมุมมองภาพ (Field of view) ให้กว้างขึ้น และทำให้ผู้สวมใส่รับรู้มิติความลึกได้อย่างถูกต้อง ลดปัญหาการสะดุดล้มในที่มืด

2. ฟอสฟอรัสสีขาว (White Phosphor) เปลี่ยนการแสดงผลเป็นภาพขาว-ดำ ซึ่งสบายตาและทำให้สมองประมวลผลได้ง่ายกว่า ช่วยลดความเมื่อยล้าของดวงตา

3. การออกแบบที่ยืดหยุ่นและชาญฉลาด หลอดตาทั้งสองข้างสามารถหมุนแยกอิสระจากกันได้ ผู้ใช้สามารถพับหลอดตาข้างหนึ่งขึ้นเพื่อใช้สายตาปกติในความมืดได้

หากพับหลอดตาขึ้น ระบบจะปิดการทำงานของจอนั้นอัตโนมัติเพื่อประหยัดแบตเตอรี่และป้องกันแสงเรืองออกไปให้ศัตรูเห็น และเมื่อพับอุปกรณ์ขึ้นทั้งหมด ระบบจะปิดการทำงานโดยสมบูรณ์
 นอกจากนี้ยังสามารถพับหลอดตาแนบไปกับหมวกกันน็อกเพื่อลดจุดศูนย์ถ่วงและป้องกันการกระแทกสิ่งกีดขวาง

4. ความทนทาน ระบบทั้งหมดกันน้ำได้ลึก 20 เมตร หรือ 66 ฟุต เป็นเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และทนอุณหภูมิได้ตั้งแต่ -40 °C ถึง 49 °C  

ความโดดเด่นของแต่ละบริษัท แม้จะมีมาตรฐานร่วมกัน แต่แต่ละบริษัทได้ใส่เทคโนโลยีเฉพาะตัวเข้าไปเพื่อเป็นตัวเลือกที่ครอบคลุมให้กองทัพ ดังนี้

บริษัท Elbit America 

พัฒนาอุปกรณ์มองกลางคืนที่ใช้เลนส์ออปติกแบบอัปเกรด ช่วยให้ภาพมีความคมชัดต่อเนื่องไปจนถึงขอบภาพ รองรับการติดตั้งระบบภาพถ่ายความร้อนและระบบภาพซ้อนทับแบบออปติคัลเพิ่มเติมได้ ตัวอุปกรณ์ยังถูกออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ พร้อมปรับสมดุลจุดศูนย์ถ่วงได้ดี ช่วยลดอาการปวดคอและความล้าของดวงตาสำหรับทหารราบที่อาจต้องสวมใส่อุปกรณ์ต่อเนื่องนานถึง 10 ชั่วโมงต่อคืน

บริษัท L3Harris Technologies 

ในรุ่น NOVA ออกแบบให้ถอดประกอบและซ่อมบำรุงได้ง่าย โดยสามารถถอดหลอดตาแต่ละข้างออกได้ด้วยน็อตเพียง 4 ตัว ช่วยลดเวลาในการซ่อมแซมภาคสนาม ใช้เทคโนโลยีตัวคูณแสง Gen 3 แบบไร้ฟิล์ม (Unfilmed) ที่ให้ความไวต่อแสงและความคมชัดสูงมาก โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มืดสนิทเกือบ 100% นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบไฟฉายอินฟราเรด (IR Illuminator) ภายในตัว เพื่อรองรับการปฏิบัติงานระยะประชิด

บริษัท Photonis Defense 

ในรุ่น Vyper Pro เน้นโครงสร้างน้ำหนักเบาเป็นพิเศษด้วยวัสดุโพลิเมอร์เสริมคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีความแข็งแรงสูง แทนการใช้โลหะผสมอลูมิเนียมหรือแมกนีเซียมแบบเดิม ช่วยเพิ่มความทนทานต่อแรงกระแทกและลดน้ำหนักโดยรวม ระบบยังมีความสามารถแบบ Out-of-band ที่ช่วยให้มองเห็นสเปกตรัมแสงได้กว้างกว่าระบบทั่วไป รวมถึงสามารถตรวจจับแสงเลเซอร์อินฟราเรดความถี่สูงและเครื่องหมายอัลตราไวโอเลตได้ อีกทั้งยังติดตั้งระบบตัดแสงอัตโนมัติความเร็วสูง (Ultra-fast autogating) ซึ่งเหมาะกับการรบในเมือง ช่วยป้องกันภาพพร่ามัวจากแสงวาบฉับพลัน เช่น แสงจากปลายกระบอกปืน การระเบิด หรือไฟถนน

การจัดหาจากหลายบริษัทในครั้งนี้ นอกเหนือจากจะได้อุปกรณ์ที่ดีที่สุดแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นการแข่งขันและสร้างความมั่นใจว่ากองทัพจะมีกำลังการผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการในอนาคตอีกด้วย 

ที่มาข้อมูล : newatlas

ที่มารูปภาพ : newatlas

แท็กบทความ