เขื่อนเจ้าพระยาลดระบายน้ำเหลือ 1,900 ลบ.ม. รับมือฝนภาคใต้

Share on Line Share on Facebook Share on X
เขื่อนเจ้าพระยาลดระบายน้ำเหลือ 1,900 ลบ.ม. รับมือฝนภาคใต้


กรมชลประทานลดระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา เร่งช่วยพื้นที่น้ำท่วม

กรมชลประทานเดินหน้าบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ประสบอุทกภัย หลังปริมาณฝนทางตอนบนของประเทศเริ่มลดลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดเตรียมปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท เหลือ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ภายในเวลา 16.00 น. วันที่ 12 ตุลาคม 2569 พร้อมระดมเครื่องจักรและเจ้าหน้าที่เร่งระบายน้ำท่วมขังในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก รวมถึงเตรียมรับมือฝนตกหนักในภาคใต้

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้กรมชลประทานเร่งบริหารจัดการน้ำและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมขัง โดยให้ความสำคัญกับการลดระยะเวลาน้ำท่วมและการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยอย่างรวดเร็ว

ด้านนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน กำชับหน่วยงานในสังกัดสำรวจจุดที่จำเป็นต้องติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร และอุปกรณ์ช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงมอบหมายให้ศูนย์ประสานงานการบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤต พ.ศ. 2569 เป็นศูนย์กลางรับแจ้งเหตุและประสานความช่วยเหลือ ตลอดจนจัดเตรียมถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นสำหรับผู้ประสบอุทกภัย


 


สรุปข่าว

กรมชลประทานลดการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาจาก 2,000 เหลือ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ภายใน 16.00 น. วันที่ 12 ต.ค. 69 หลังน้ำเหนือเริ่มลดลง พร้อมเร่งระบายน้ำบางปะกง คลองรังสิต และพื้นที่ กทม. เสริมเครื่องสูบน้ำช่วยประชาชน 24 ชั่วโมง เตรียมรับฝนหนักภาคใต้ 12–16 ต.ค. นี้


กรมชลประทานลดระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา เร่งช่วยพื้นที่น้ำท่วม

กรมชลประทานเดินหน้าบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ประสบอุทกภัย หลังปริมาณฝนทางตอนบนของประเทศเริ่มลดลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดเตรียมปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท เหลือ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ภายในเวลา 16.00 น. วันที่ 12 ตุลาคม 2569 พร้อมระดมเครื่องจักรและเจ้าหน้าที่เร่งระบายน้ำท่วมขังในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก รวมถึงเตรียมรับมือฝนตกหนักในภาคใต้

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้กรมชลประทานเร่งบริหารจัดการน้ำและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมขัง โดยให้ความสำคัญกับการลดระยะเวลาน้ำท่วมและการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยอย่างรวดเร็ว

ด้านนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน กำชับหน่วยงานในสังกัดสำรวจจุดที่จำเป็นต้องติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร และอุปกรณ์ช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงมอบหมายให้ศูนย์ประสานงานการบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤต พ.ศ. 2569 เป็นศูนย์กลางรับแจ้งเหตุและประสานความช่วยเหลือ ตลอดจนจัดเตรียมถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นสำหรับผู้ประสบอุทกภัย


 


เขื่อนเจ้าพระยาทยอยลดระบายน้ำ หลังน้ำเหนือเริ่มลดลง

วันที่ 12 ตุลาคม 2569 ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน สามเสน นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานประชุมติดตามและประเมินแนวโน้มสถานการณ์น้ำ ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พร้อมประชุมทางไกลกับสำนักงานชลประทานที่ 1–17 เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่

นายวรพจน์เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่เริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา หลังฝนในพื้นที่ตอนบนลดลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ ณ เวลา 06.00 น. อยู่ที่ 1,824 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และยังมีแนวโน้มลดลง โดยระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 3.45 เมตร

กรมชลประทานเริ่มปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่เวลา 09.00 น. จากเดิม 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยทยอยลดเฉลี่ยประมาณ 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีต่อชั่วโมง เพื่อให้เหลือ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ภายในเวลา 16.00 น. และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง พร้อมปรับลดการรับน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งสองฝั่งตามแผนบริหารจัดการน้ำ

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายลดปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ขณะเดียวกัน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และเขื่อนพระรามหกได้ทยอยปรับลดการระบายน้ำเช่นกัน ส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนพระรามหกเริ่มลดลง โดยกรมชลประทานคาดว่าสถานการณ์จะทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติในระยะต่อไป

อ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีน้ำ 83% ยังรองรับได้อีก 1.3 หมื่นล้าน ลบ.ม.

สำหรับสถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2569 พบว่ามีปริมาณน้ำรวม 63,635 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 83 ของความจุเก็บกัก และยังสามารถรองรับน้ำได้เพิ่มเติมอีก 13,056 ล้านลูกบาศก์เมตร

กรมชลประทานยังคงติดตามปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำและแนวโน้มฝนในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับแผนการเก็บกักและระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ท้ายเขื่อนเป็นสำคัญ

เร่งระบายน้ำบางปะกง–คลองรังสิต เสริมเครื่องสูบน้ำช่วย กทม.

ส่วนสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำบางปะกง กรมชลประทานร่วมกับกองทัพเรือและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา โดยติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มความสามารถในการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำบางปะกง

พื้นที่อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ยังคงมีน้ำสะสมในหลายจุด เจ้าหน้าที่จึงเร่งลำเลียงน้ำผ่านระบบคลองรังสิตและคลองแนวดิ่งเข้าสู่สถานีสูบน้ำ ก่อนระบายออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำบางปะกง โดยต้องประสานการบริหารน้ำระหว่างพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบางจุดมีข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ ส่งผลให้การระบายน้ำต้องใช้เวลา

สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร กรมชลประทานได้เสริมเครื่องสูบน้ำ Hydroflow ที่สถานีปากคลองรังสิตและสถานีจุฬาลงกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดปริมาณน้ำท่วมขังในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ขณะที่ลุ่มน้ำท่าจีนและลุ่มน้ำแม่กลอง ยังคงใช้เครื่องผลักดันน้ำรวม 20 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่น้ำท่วมขังและจุดเสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบเพิ่มเติม

เพชรบุรีเฝ้าระวังฝน 13–16 ต.ค. คุมระบายน้ำเขื่อน 111 ลบ.ม.

จังหวัดเพชรบุรียังคงเป็นอีกพื้นที่ที่กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หลังฝนตกต่อเนื่องในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีน้ำไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำแก่งกระจานและอ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์เพิ่มขึ้น

กรมชลประทานได้ปรับแผนระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำทั้งสองแห่งให้สอดคล้องกัน พร้อมควบคุมการระบายน้ำผ่านเขื่อนเพชรบุรีที่อัตรา 111 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และบริหารน้ำส่วนที่เหลือเข้าสู่ระบบชลประทาน เพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี

ล่าสุดสถานการณ์น้ำในพื้นที่เริ่มทรงตัว แต่ยังจำเป็นต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ระหว่างวันที่ 13–16 ตุลาคม 2569 จังหวัดเพชรบุรีมีโอกาสได้รับฝนเพิ่มขึ้น

เตรียมพร้อมรับฝนหนักภาคใต้ 12–16 ตุลาคม

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ระหว่างวันที่ 12–16 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนลดลง แต่ภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และอาจเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่

กรมชลประทานจึงสั่งเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกล และกำลังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะชุมชนเมือง พื้นที่ลุ่มต่ำ และจุดเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันหรือน้ำป่าไหลหลาก เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

นอกจากนี้ ยังให้สำนักงานชลประทานในพื้นที่ติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศและปริมาณฝนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาประเมินสถานการณ์ วางแผนระบายน้ำ และแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าตามระดับความเสี่ยง

กรมชลประทานเปิดช่องทางช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

กรมชลประทานยืนยันเดินหน้าระดมเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง ตามข้อสั่งการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยจะติดตามสถานการณ์น้ำในทุกลุ่มน้ำสำคัญและปรับมาตรการให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่

ประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหรือมีเหตุฉุกเฉินด้านน้ำ สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-583-3495 สายด่วนกรมชลประทาน 1460 หรือช่องทางออนไลน์ของกรมชลประทาน เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือ

 

ที่มาข้อมูล : กรมชลประทาน

ที่มารูปภาพ : กรมชลประทาน

บรรณาธิการออนไลน์