
รับฟังข้อเสนอองค์การนายจ้าง หารือกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
วันที่ 2 กันยายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับผู้แทนสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือและเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ณ อาคารรัฐสภา โดยได้รับฟังข้อเสนอจากภาคนายจ้าง เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาแนวทางดำเนินงานให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์ต่อทั้งนายจ้างและลูกจ้าง
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการสร้างหลักประกันและความมั่นคงให้แก่ลูกจ้าง ขณะเดียวกัน การดำเนินมาตรการที่มีผลต่อทั้งนายจ้างและลูกจ้างจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลและผลกระทบอย่างรอบด้าน รวมถึงความพร้อมในการปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเจตนารมณ์ของกฎหมาย
สรุปข่าว
รับฟังข้อเสนอองค์การนายจ้าง หารือกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
วันที่ 2 กันยายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับผู้แทนสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือและเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ณ อาคารรัฐสภา โดยได้รับฟังข้อเสนอจากภาคนายจ้าง เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาแนวทางดำเนินงานให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์ต่อทั้งนายจ้างและลูกจ้าง
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการสร้างหลักประกันและความมั่นคงให้แก่ลูกจ้าง ขณะเดียวกัน การดำเนินมาตรการที่มีผลต่อทั้งนายจ้างและลูกจ้างจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลและผลกระทบอย่างรอบด้าน รวมถึงความพร้อมในการปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเจตนารมณ์ของกฎหมาย
ด้านสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทยได้เสนอให้พิจารณากำหนดช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบ โดยสะท้อนถึงภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงความจำเป็นในการเตรียมระบบบริหารจัดการและสร้างความเข้าใจแก่สถานประกอบกิจการ
นายจุลพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับข้อเสนอและความคิดเห็นของภาคนายจ้างไปพิจารณาในรายละเอียด โดยคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิและหลักประกันของลูกจ้าง ควบคู่กับสภาพเศรษฐกิจและความพร้อมของสถานประกอบกิจการ เพื่อให้เกิดความสมดุลและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
สำหรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ภายใต้การกำกับของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันแก่ลูกจ้างกรณีออกจากงานหรือเสียชีวิต โดยตามกฎหมายที่มีผลอยู่ในปัจจุบัน กำหนดเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ในอัตราฝ่ายละร้อยละ 0.25
ทั้งนี้ มีสถานประกอบกิจการที่อยู่ในข่ายประมาณ 105,416 แห่ง ลูกจ้างประมาณ 5.57 ล้านคน โดยไม่รวมลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
- "อนุทิน" จับมือองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ยกระดับทักษะและความคุ้มครองแรงงานไทย
- คนไทย "ตกงาน" เพราะอะไร? บริษัทหาคนทำงานกว่า 3 แสนตำแหน่ง แก้อย่างไรให้ถูกทาง?
- AI เปลี่ยนชีวิต 80 ล้านแรงงานอาเซียน
- ไทยเผชิญ "วิกฤตทุนมนุษย์"พบส่วนใหญ่ทำงานไม่ตรงสาย
- ข่าวดี! ครม. ไฟเขียว "ขึ้นค่าจ้างแรงงานฝีมือ" 4 สาขา สูงสุด 650 บาทต่อวัน รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ที่มาข้อมูล : กระทรวงแรงงาน
ที่มารูปภาพ : Getty Images
อดีตนักข่าวการเมืองภาคสนาม ติ่งเกาหลีที่ชอบดูฟุตบอล เป็นสายมูและทาสแมว
