
กระแส T-Beauty หรือความงามแบบไทย กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ทั้งในประเทศไทยและตลาดต่างประเทศ จากจุดแข็งของการนำวัตถุดิบธรรมชาติ สมุนไพร และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาพัฒนาร่วมกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพผิว ความปลอดภัย และการดูแลผิวในระยะยาว
ข้อมูลที่เผยแพร่ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 ระบุว่า ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ความสนใจกับความเป็นธรรมชาติ ความปลอดภัย และความยั่งยืนมากขึ้น ขณะที่ตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยมีการประเมินมูลค่าราว 75,000 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากพฤติกรรมเริ่มดูแลผิวตั้งแต่อายุน้อย การเติบโตของผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและนวัตกรรมที่พัฒนาภายในประเทศ ตลอดจนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความงาม
สรุปข่าว
กระแส T-Beauty หรือความงามแบบไทย กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ทั้งในประเทศไทยและตลาดต่างประเทศ จากจุดแข็งของการนำวัตถุดิบธรรมชาติ สมุนไพร และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาพัฒนาร่วมกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพผิว ความปลอดภัย และการดูแลผิวในระยะยาว
ข้อมูลที่เผยแพร่ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 ระบุว่า ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ความสนใจกับความเป็นธรรมชาติ ความปลอดภัย และความยั่งยืนมากขึ้น ขณะที่ตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยมีการประเมินมูลค่าราว 75,000 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากพฤติกรรมเริ่มดูแลผิวตั้งแต่อายุน้อย การเติบโตของผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและนวัตกรรมที่พัฒนาภายในประเทศ ตลอดจนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความงาม
Skin Longevity เทรนด์ดูแลผิวแข็งแรงระยะยาว
หนึ่งในแนวโน้มที่ได้รับความสนใจคือ Skin Longevity หรือแนวคิดการดูแลสุขภาพผิวให้แข็งแรงในระยะยาว แทนการให้ความสำคัญเฉพาะรูปลักษณ์ภายนอก ส่งผลให้ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหันมาพัฒนาสูตรที่เชื่อมโยงวัตถุดิบธรรมชาติกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น
ล่าสุด เดอลีฟ (DE LEAF) เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิดดังกล่าว พร้อมวางเป้าหมายผลักดันนวัตกรรมทานาคาเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ
ศุภชัย จูพานิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มีความสุขทุกวัน จำกัด เจ้าของแบรนด์ De Leaf Thanaka เปิดเผยว่า แนวทางของบริษัทคือการนำคุณค่าจากธรรมชาติมาผสานกับวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม โดยพัฒนา De Leaf Thanaka 4D Bio-Active ซึ่งบริษัทระบุว่ามีงานวิจัยรองรับ และพบสารสำคัญ 4 กลุ่ม ได้แก่ โพลีฟีนอล ฟลาโวนอยด์ อาร์บูติน และมาร์เมซิน
ตามข้อมูลของบริษัท สารสำคัญเหล่านี้มีคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผิวในหลายด้าน ตั้งแต่การต้านอนุมูลอิสระ การปลอบประโลมผิว การดูแลความกระจ่างใส ไปจนถึงการช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด โดยบริษัทนำแนวคิดดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับเทรนด์ Skin Longevity
นอกจากนี้ ยังปรับสูตรผลิตภัณฑ์สบู่ทานาคา โดยเพิ่มส่วนผสมที่บริษัทเรียกว่า Triple Bright Active ประกอบด้วยทานาคา ส้ม และไนอาซินาไมด์ เพื่อขยายผลิตภัณฑ์ให้รองรับกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลผิวตั้งแต่ขั้นตอนการทำความสะอาด
Music Marketing เชื่อม T-Beauty กับผู้บริโภครุ่นใหม่
นอกจากการแข่งขันด้านผลิตภัณฑ์แล้ว ปี 2569 ยังเห็นการนำ Music Marketing เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การสื่อสารแบรนด์มากขึ้น โดยนำดนตรี ศิลปิน และวัฒนธรรม T-POP มาเชื่อมกับผลิตภัณฑ์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่
DE LEAF ใช้แนวทางดังกล่าวผ่านซิงเกิล “ลูบไล้ให้ใจสั่น” โดยมี อิงฟ้า วราหะ พรีเซ็นเตอร์ของแบรนด์ ร่วมกับ รัชโย (RachYO) ศิลปินแร็ป เพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่
อีกส่วนหนึ่งของแคมเปญคือการนำเพลงเดียวกันมาพัฒนาเป็น 7 รูปแบบดนตรี ตามความชื่นชอบที่แตกต่างกันของผู้ฟัง เช่น Modern Luk-Tung, Pop Disco, City Pop, Dream Pop, Jazz และ Metal พร้อมนำเทคโนโลยี AI Generated มาช่วยต่อยอดจากเสียงร้องต้นแบบ
แนวทางดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการนำผลิตภัณฑ์ความงามมาผสานกับอุตสาหกรรมเพลงและเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มช่องทางในการสื่อสารกับผู้บริโภค นอกเหนือจากการทำตลาดผลิตภัณฑ์ในรูปแบบเดิม
DE LEAF ปักหมุดเวียดนาม ขยายตลาดต่างประเทศ
สำหรับทิศทางตลาดต่างประเทศ DE LEAF ระบุว่า ปัจจุบันมีช่องทางจำหน่ายครอบคลุมในประเทศไทย และส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยัง เมียนมา ลาว และเม็กซิโก ก่อนเดินหน้าขยายเข้าสู่ ตลาดเวียดนาม โดยนำพรีเซ็นเตอร์เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างการรับรู้แบรนด์
การขยายตัวของแบรนด์ความงามไทยจึงอยู่บนการแข่งขันหลายด้าน ทั้งการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเลือกใช้วัตถุดิบธรรมชาติ การตอบรับเทรนด์สุขภาพผิว ตลอดจนการนำ T-POP และเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการตลาด ซึ่งเป็นอีกทิศทางที่ผู้ประกอบการไทยใช้ต่อยอดกระแส T-Beauty เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดระดับภูมิภาคและตลาดสากล
