NCDs กดดันเศรษฐกิจไทย 1.6 ล้านล้าน เด็ก 10-19 ปีเสี่ยงสูง

Share on Line Share on Facebook Share on X
NCDs กดดันเศรษฐกิจไทย 1.6 ล้านล้าน เด็ก 10-19 ปีเสี่ยงสูง



โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs กำลังสร้างภาระต่อประเทศไทยทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ โดยข้อมูลที่นำเสนอในการประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 24 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ชี้ว่า ความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับ NCDs อยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 9.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

ตัวเลขดังกล่าวทำให้ประเด็น NCDs ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาล แต่เชื่อมโยงไปถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และศักยภาพของประชากรวัยทำงาน ขณะที่ข้อมูลสุขภาพของเด็กและเยาวชนอายุ 10-19 ปี ยังพบปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่อาจเพิ่มภาระโรคในอนาคต

1.6 ล้านล้านบาทต่อปี ต้นทุนจาก NCDs

ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาจากกลุ่มโรค NCDs ได้แก่ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็ง เบาหวาน และโรคปอดเรื้อรัง โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารหวาน มัน เค็ม และการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ

เมื่อประเมินเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ความสูญเสียจาก NCDs อยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือ 9.7% ของ GDP ซึ่งเป็นตัวเลขที่ครอบคลุมผลกระทบจากการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลักภายใต้กรอบ “หวาน เค็ม เมา ควัน” ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่มน้ำตาลสูง อาหารโซเดียมสูง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์ยาสูบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับแนวคิด Commercial Determinants of Health หรือปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่มีผลต่อสุขภาพ

เปิดตัวเลขเด็กไทย 10-19 ปี ความเสี่ยงเริ่มตั้งแต่วัยเรียน

หนึ่งในชุดข้อมูลที่ต้องจับตาคือสถานการณ์สุขภาพของเด็กและเยาวชนไทยอายุ 10-19 ปี ซึ่ง ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ภาคีสมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลจากการสำรวจภาวะสุขภาพ พบว่า

  • 36.1% มีระดับไขมัน LDL หรือไขมันชนิดไม่ดีสูง

  • 18.4% มีการสูบบุหรี่

  • 15.3% มีภาวะโรคอ้วน

  • 10% มีภาวะความดันโลหิตสูง

ตัวเลขสูงสุดอยู่ที่ระดับ LDL สูง 36.1% หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของกลุ่มที่สำรวจ ขณะที่ภาวะอ้วนพบ 15.3% และความดันโลหิตสูง 10% ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเมื่ออายุมากขึ้น

ข้อมูลชุดนี้ทำให้การป้องกัน NCDs ถูกขยายจากประชากรวัยทำงานและผู้สูงอายุ มาสู่เด็กและเยาวชน โดยเฉพาะการลดพฤติกรรมเสี่ยงก่อนที่จะสะสมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี


กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้ากฎหมายกว่า 40 ฉบับ

ในด้านนโยบาย กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ที่ผ่านมาได้ออกกฎหมายมากกว่า 40 ฉบับ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและลดการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ พร้อมกำหนดจุดยืนไม่สนับสนุนบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ รวมถึงจำกัดการโฆษณาและกิจกรรมส่งเสริมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย

อีกแนวทางคือการเพิ่มโอกาสเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดอาหารหวาน มัน เค็ม และอาหารแปรรูป รวมถึงเตรียมดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอากาศสะอาด ภาษีเพื่อสุขภาพ การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการส่งเสริมให้ประชาชนดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น

แพทยสภาเสนอ 3 มาตรการ เน้นป้องกันก่อนป่วย

ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา เสนอให้ภาครัฐเพิ่มน้ำหนักการดำเนินงานด้าน “การป้องกัน” ควบคู่กับระบบรักษาพยาบาล โดยมีข้อเสนอเร่งด่วน 3 ด้าน

ด้านแรก คือ การบังคับใช้กฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า โดยคงมาตรการห้ามนำเข้าและจำหน่าย รวมถึงควบคุมการขายผ่านช่องทางออนไลน์ที่เด็กสามารถเข้าถึงได้

ด้านที่สอง คือ มาตรการภาษีสำหรับเครื่องดื่มรสหวาน อาหารโซเดียมสูง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์นิโคติน เพื่อใช้กลไกราคาเป็นส่วนหนึ่งในการปรับพฤติกรรมการบริโภค

ด้านที่สาม คือ ข้อเสนอให้นิโคตินอยู่ในบัญชีสารเสพติดของประเทศ ซึ่งแพทยสภาระบุว่าอยู่ระหว่างดำเนินการ

 

สรุปข่าว

NCDs สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจไทยประมาณ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือ 9.7% ของ GDP ขณะที่เด็กไทยอายุ 10-19 ปี พบ LDL สูง 36.1% สูบบุหรี่ 18.4% โรคอ้วน 15.3% และความดันสูง 10% ภาคสาธารณสุขเสนอเร่งมาตรการภาษี กฎหมาย และสร้างสภาพแวดล้อมลดปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่วัยเด็ก



โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs กำลังสร้างภาระต่อประเทศไทยทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ โดยข้อมูลที่นำเสนอในการประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 24 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ชี้ว่า ความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับ NCDs อยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 9.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

ตัวเลขดังกล่าวทำให้ประเด็น NCDs ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาล แต่เชื่อมโยงไปถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และศักยภาพของประชากรวัยทำงาน ขณะที่ข้อมูลสุขภาพของเด็กและเยาวชนอายุ 10-19 ปี ยังพบปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่อาจเพิ่มภาระโรคในอนาคต

1.6 ล้านล้านบาทต่อปี ต้นทุนจาก NCDs

ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาจากกลุ่มโรค NCDs ได้แก่ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็ง เบาหวาน และโรคปอดเรื้อรัง โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารหวาน มัน เค็ม และการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ

เมื่อประเมินเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ความสูญเสียจาก NCDs อยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือ 9.7% ของ GDP ซึ่งเป็นตัวเลขที่ครอบคลุมผลกระทบจากการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลักภายใต้กรอบ “หวาน เค็ม เมา ควัน” ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่มน้ำตาลสูง อาหารโซเดียมสูง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์ยาสูบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับแนวคิด Commercial Determinants of Health หรือปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่มีผลต่อสุขภาพ

เปิดตัวเลขเด็กไทย 10-19 ปี ความเสี่ยงเริ่มตั้งแต่วัยเรียน

หนึ่งในชุดข้อมูลที่ต้องจับตาคือสถานการณ์สุขภาพของเด็กและเยาวชนไทยอายุ 10-19 ปี ซึ่ง ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ภาคีสมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลจากการสำรวจภาวะสุขภาพ พบว่า

  • 36.1% มีระดับไขมัน LDL หรือไขมันชนิดไม่ดีสูง

  • 18.4% มีการสูบบุหรี่

  • 15.3% มีภาวะโรคอ้วน

  • 10% มีภาวะความดันโลหิตสูง

ตัวเลขสูงสุดอยู่ที่ระดับ LDL สูง 36.1% หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของกลุ่มที่สำรวจ ขณะที่ภาวะอ้วนพบ 15.3% และความดันโลหิตสูง 10% ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเมื่ออายุมากขึ้น

ข้อมูลชุดนี้ทำให้การป้องกัน NCDs ถูกขยายจากประชากรวัยทำงานและผู้สูงอายุ มาสู่เด็กและเยาวชน โดยเฉพาะการลดพฤติกรรมเสี่ยงก่อนที่จะสะสมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี


กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้ากฎหมายกว่า 40 ฉบับ

ในด้านนโยบาย กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ที่ผ่านมาได้ออกกฎหมายมากกว่า 40 ฉบับ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและลดการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ พร้อมกำหนดจุดยืนไม่สนับสนุนบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ รวมถึงจำกัดการโฆษณาและกิจกรรมส่งเสริมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย

อีกแนวทางคือการเพิ่มโอกาสเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดอาหารหวาน มัน เค็ม และอาหารแปรรูป รวมถึงเตรียมดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอากาศสะอาด ภาษีเพื่อสุขภาพ การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการส่งเสริมให้ประชาชนดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น

แพทยสภาเสนอ 3 มาตรการ เน้นป้องกันก่อนป่วย

ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา เสนอให้ภาครัฐเพิ่มน้ำหนักการดำเนินงานด้าน “การป้องกัน” ควบคู่กับระบบรักษาพยาบาล โดยมีข้อเสนอเร่งด่วน 3 ด้าน

ด้านแรก คือ การบังคับใช้กฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า โดยคงมาตรการห้ามนำเข้าและจำหน่าย รวมถึงควบคุมการขายผ่านช่องทางออนไลน์ที่เด็กสามารถเข้าถึงได้

ด้านที่สอง คือ มาตรการภาษีสำหรับเครื่องดื่มรสหวาน อาหารโซเดียมสูง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์นิโคติน เพื่อใช้กลไกราคาเป็นส่วนหนึ่งในการปรับพฤติกรรมการบริโภค

ด้านที่สาม คือ ข้อเสนอให้นิโคตินอยู่ในบัญชีสารเสพติดของประเทศ ซึ่งแพทยสภาระบุว่าอยู่ระหว่างดำเนินการ

 

WHO ชู “ภาษีสุขภาพ” ลดบริโภค เพิ่มรายได้รัฐ

พญ.โอลิเวีย นีเวราส ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านสาธารณสุข องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ระบุว่า ภาษีเพื่อสุขภาพเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยลดการบริโภคบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เมื่อราคาสินค้าปรับสูงขึ้น ผู้บริโภคมีแนวโน้มลดการบริโภค ซึ่งสามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และ NCDs กลุ่มอื่น

องค์การอนามัยโลกจัดมาตรการลักษณะนี้ไว้ในกลุ่มมาตรการที่มีความคุ้มค่าในการป้องกันและควบคุม NCDs หรือ “Best Buys” เนื่องจากสามารถสร้างประโยชน์สองด้าน คือ ลดภาระโรคและสร้างรายได้ให้ภาครัฐ เพื่อนำไปใช้กับระบบสุขภาพ การศึกษา หรือภารกิจสาธารณะอื่น

สำหรับประเทศไทย WHO มองว่ามาตรการภาษีสุขภาพสามารถตอบโจทย์ทั้งภาระ NCDs และแรงกดดันด้านการคลัง โดยผลระยะยาวที่คาดหวังคือการลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลและเพิ่มความแข็งแรงของฐานะการคลังภาครัฐ

จากภาษีถึง Health Point ข้อเสนอ 5 ด้านสร้างระบบป้องกัน

นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เสนอแนวทางเชิงนโยบาย 5 ด้าน ได้แก่ การปรับโครงสร้างภาษีผลิตภัณฑ์น้ำตาลสูง โซเดียม สุรา และยาสูบ การใช้เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมหรือ Nudge Policy การพัฒนาระบบคะแนนสะสมสุขภาพ Health Point/CCC การลงทุนพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพ และการบูรณาการการแก้ NCDs ระหว่างกระทรวง

แนวทางดังกล่าวมุ่งปรับสภาพแวดล้อมตั้งแต่โรงเรียน สถานที่ทำงาน สถานพยาบาล ไปจนถึงพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพได้ง่ายขึ้น

ตัวเลข NCDs ชี้โจทย์ระยะยาวอยู่ที่ “ป้องกันก่อนป่วย”

หากนำข้อมูลทั้งหมดมาเรียงต่อกัน จะเห็นโจทย์ NCDs ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างชัดเจน เด็กอายุ 10-19 ปีบางส่วนเริ่มมีปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่วัยเรียน ขณะที่เมื่อปัญหาสะสมจนเข้าสู่วัยทำงานและวัยสูงอายุ ภาระไม่ได้ตกอยู่เฉพาะกับผู้ป่วยและครอบครัว แต่ยังขยายไปสู่ระบบบริการสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศ

1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือ 9.7% ของ GDP จึงเป็นตัวเลขสำคัญที่หน่วยงานด้านสุขภาพใช้ประกอบข้อเสนอให้เพิ่มมาตรการป้องกัน NCDs ตั้งแต่ต้นทาง ขณะที่รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขมีเครื่องมือหลายด้านอยู่แล้ว ทั้งกฎหมายมากกว่า 40 ฉบับ มาตรการควบคุมผลิตภัณฑ์เสี่ยง และแนวทางภาษีสุขภาพ

โจทย์ต่อจากนี้อยู่ที่การเชื่อมมาตรการด้านภาษี กฎหมาย สภาพแวดล้อม การศึกษา และระบบสุขภาพเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะการดูแลเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มที่การลดปัจจัยเสี่ยงในวันนี้สามารถช่วยลดจำนวนผู้ป่วยและภาระงบประมาณด้านสุขภาพในระยะยาวได้

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN