
ตำรวจ ปส. เดินหน้าขยายผลเครือข่ายข้ามชาติ
กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ขยายผลคดีหญิงไทยรับจ้างหิ้วพัสดุไปประเทศญี่ปุ่น ก่อนถูกตรวจพบยาเสพติดประเภทไอซ์ซุกซ่อนอยู่ภายในซองกาแฟสำเร็จรูป โดยล่าสุดสามารถจับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายชาวเวียดนามได้แล้ว 1 ราย พร้อมดำเนินคดีในข้อหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และอยู่ระหว่างติดตามผู้ต้องหาอีก 1 ราย
คดีดังกล่าวได้รับการสั่งการจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดเร่งสืบสวนขยายผลอย่างรอบด้าน เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ประสานญี่ปุ่น-ป.ป.ส. สืบสวนจนพบเครือข่าย
พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้แต่งตั้งคณะทำงานร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของประเทศญี่ปุ่น สืบสวนเส้นทางการกระทำผิด จนพบว่าผู้ต้องหาหลักเป็นเครือข่ายชาวเวียดนามที่มีพฤติการณ์ก่อเหตุทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
จากการรวบรวมพยานหลักฐาน บช.ปส. รับคดีนี้เป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และขอศาลอนุมัติหมายจับผู้เกี่ยวข้อง ก่อนสามารถจับกุมหญิงชาวเวียดนามรายหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่โอนเงินค่าจ้างให้หญิงไทยผู้รับหิ้วพัสดุ ได้เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569
สรุปข่าว
ตำรวจ ปส. เดินหน้าขยายผลเครือข่ายข้ามชาติ
กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ขยายผลคดีหญิงไทยรับจ้างหิ้วพัสดุไปประเทศญี่ปุ่น ก่อนถูกตรวจพบยาเสพติดประเภทไอซ์ซุกซ่อนอยู่ภายในซองกาแฟสำเร็จรูป โดยล่าสุดสามารถจับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายชาวเวียดนามได้แล้ว 1 ราย พร้อมดำเนินคดีในข้อหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และอยู่ระหว่างติดตามผู้ต้องหาอีก 1 ราย
คดีดังกล่าวได้รับการสั่งการจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดเร่งสืบสวนขยายผลอย่างรอบด้าน เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ประสานญี่ปุ่น-ป.ป.ส. สืบสวนจนพบเครือข่าย
พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้แต่งตั้งคณะทำงานร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของประเทศญี่ปุ่น สืบสวนเส้นทางการกระทำผิด จนพบว่าผู้ต้องหาหลักเป็นเครือข่ายชาวเวียดนามที่มีพฤติการณ์ก่อเหตุทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
จากการรวบรวมพยานหลักฐาน บช.ปส. รับคดีนี้เป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และขอศาลอนุมัติหมายจับผู้เกี่ยวข้อง ก่อนสามารถจับกุมหญิงชาวเวียดนามรายหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่โอนเงินค่าจ้างให้หญิงไทยผู้รับหิ้วพัสดุ ได้เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569
ใช้เพจรับหิ้วของเป็นช่องทางติดต่อ
ผลการสืบสวนพบว่า หญิงไทยได้เปิดเพจเฟซบุ๊กรับจ้างหิ้วสินค้าไปประเทศญี่ปุ่น และได้รับการติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์จากผู้ใช้ชื่อ "ING ING" ให้รับพัสดุไปส่งต่างประเทศ
พัสดุถูกจัดส่งผ่านบริษัทขนส่งเอกชน ภายในบรรจุซองกาแฟสำเร็จรูปปะปนกับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป โดยมีการซุกซ่อนไอซ์ไว้เพื่ออำพรางการตรวจสอบ
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจนทราบว่าผู้ใช้บัญชีไลน์ดังกล่าวเป็นชายชาวเวียดนาม และศาลได้ออกหมายจับเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 แต่พบว่าได้หลบหนีออกนอกประเทศไทยแล้ว
อัยการญี่ปุ่นไม่ฟ้องหญิงไทย
เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ทางการญี่ปุ่นแจ้งว่า อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องหญิงไทยผู้รับหิ้วพัสดุ และส่งตัวกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569
หลังเดินทางถึงประเทศไทย เจ้าหน้าที่ บช.ปส. ได้ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองรับตัวเข้าสอบปากคำ โดยหญิงไทยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวน และมีความสอดคล้องกับพยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่รวบรวมไว้ก่อนหน้านี้
ออกหมายจับแล้ว 2 ราย จับได้ 1 ราย
พล.ต.ท.อาชยน เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะทำงานได้ออกหมายจับเครือข่ายชาวเวียดนามแล้วจำนวน 2 ราย จับกุมได้ 1 ราย และอยู่ระหว่างติดตามอีก 1 ราย ในข้อหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมเดินหน้าขยายผลเพื่อออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติม
พร้อมกันนี้ บช.ปส. เตือนประชาชนที่รับฝากหรือรับหิ้วสิ่งของเดินทางระหว่างประเทศ ให้ตรวจสอบสิ่งของทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงการรับฝากจากบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะอาจถูกใช้เป็นช่องทางลักลอบขนยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว หากพบเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ที่ บช.ปส. หรือสายด่วน 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง
- ชายหาดฟุกุชิมะเปิดแล้ว ครั้งแรกในรอบ 15 ปี หลังปิดยาวจากเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
- ญี่ปุ่นตั้งหน่วยงานสายลับเอง เทียบชั้น CIA และ MI6 ทำไมต้องเริ่มตอนนี้ ?
- ทำไมยาบ้ายังทะลัก? เปิดสถิติ ตร. ปราบปราม 1 เดือน ปิดล้อม 9,400 จุด ยึดยาบ้า 104 ล้านเม็ด
- ญี่ปุ่นเปิดตัวสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ก้าวถอยจากนโยบายสันติวิธี ?
- อากาศร้อนซ้ำแผ่นดินไหวกู้ภัยญี่ปุ่นเริ่มเป็นลมแดด อุณหภูมิแตะ 40 องศา
ที่มาข้อมูล : TNN
ที่มารูปภาพ : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
บรรณาธิการออนไลน์
