เตือนเอลนีโญลากยาว ไทยเสี่ยงน้ำน้อยถึงปี 2570 แม้พายุเมขลาไม่เข้าไทย

Share on Line Share on Facebook Share on X
เตือนเอลนีโญลากยาว ไทยเสี่ยงน้ำน้อยถึงปี 2570 แม้พายุเมขลาไม่เข้าไทย

แม้พายุโซนร้อน “เมขลา” (Mekkhala) จะทวีกำลังแรงขึ้นและมีแนวโน้มพัฒนาเป็นพายุไต้ฝุ่นในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำยืนยันว่า พายุลูกนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง พร้อมเตือนให้จับตาสถานการณ์เอลนีโญที่อาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อปริมาณน้ำของประเทศในระยะยาว

นายชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า พายุเมขลาได้ทวีกำลังเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรงแล้ว และคาดว่าจะยกระดับเป็นพายุไต้ฝุ่นในวันที่ 22 มิถุนายน ก่อนเคลื่อนตัวเข้าใกล้พื้นที่ตอนเหนือของประเทศฟิลิปปินส์

จากแบบจำลองสภาพอากาศล่าสุด พายุจะส่งผลให้หลายพื้นที่ทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์เผชิญฝนตกหนักในช่วงวันที่ 22-23 มิถุนายน ก่อนเคลื่อนตัวขึ้นทางตะวันออกเฉียงเหนือไปยังหมู่เกาะโอกินาวาและตอนเหนือของญี่ปุ่น โดยเฉพาะพื้นที่ฮอกไกโดและซัปโปโร ซึ่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักในช่วงวันที่ 26-27 มิถุนายน

สรุปข่าว

นายชวลิต จันทรรัตน์ ยืนยันพายุเมขลาไม่กระทบไทยโดยตรง แต่เตือนให้จับตาเอลนีโญที่กำลังทำให้ฝนน้อยลงทั่วประเทศ ส่งผลต่อปริมาณน้ำในเขื่อนหลักและเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้งในปี 2570 พร้อมแนะภาคเกษตรเร่งปรับแผนใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

แม้พายุโซนร้อน “เมขลา” (Mekkhala) จะทวีกำลังแรงขึ้นและมีแนวโน้มพัฒนาเป็นพายุไต้ฝุ่นในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำยืนยันว่า พายุลูกนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง พร้อมเตือนให้จับตาสถานการณ์เอลนีโญที่อาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อปริมาณน้ำของประเทศในระยะยาว

นายชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า พายุเมขลาได้ทวีกำลังเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรงแล้ว และคาดว่าจะยกระดับเป็นพายุไต้ฝุ่นในวันที่ 22 มิถุนายน ก่อนเคลื่อนตัวเข้าใกล้พื้นที่ตอนเหนือของประเทศฟิลิปปินส์

จากแบบจำลองสภาพอากาศล่าสุด พายุจะส่งผลให้หลายพื้นที่ทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์เผชิญฝนตกหนักในช่วงวันที่ 22-23 มิถุนายน ก่อนเคลื่อนตัวขึ้นทางตะวันออกเฉียงเหนือไปยังหมู่เกาะโอกินาวาและตอนเหนือของญี่ปุ่น โดยเฉพาะพื้นที่ฮอกไกโดและซัปโปโร ซึ่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักในช่วงวันที่ 26-27 มิถุนายน

นายชวลิตอธิบายว่า สาเหตุที่พายุไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย เนื่องจากมีหย่อมความกดอากาศสูงบริเวณใกล้ไต้หวันทำหน้าที่เป็นกำแพงอากาศ ส่งผลให้พายุเบี่ยงทิศทางขึ้นไปทางญี่ปุ่นแทน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าพายุเมขลาคือสถานการณ์เอลนีโญที่เริ่มส่งผลต่อประเทศไทยแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน โดยทำให้ปริมาณฝนลดลงและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า อิทธิพลของเอลนีโญจะส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยต่อเนื่องตลอดฤดูฝนปี 2569 และอาจรุนแรงที่สุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่ควรมีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำจำนวนมาก แต่ปีนี้ปริมาณน้ำอาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนหลักของประเทศ โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณน้ำลดลงจากการใช้น้ำภาคเกษตรในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมา

นายชวลิตระบุว่า ฤดูแล้งที่ผ่านมา มีการเพาะปลูกนาปรังในพื้นที่ภาคกลางจำนวนมาก ส่งผลให้มีการใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในระดับสูง ทำให้ปัจจุบันปริมาณน้ำในเขื่อนสำคัญเหลืออยู่ประมาณ 40% เท่านั้น ขณะที่หลายพื้นที่เริ่มมีการปรับลดการระบายน้ำเพื่อรักษาปริมาณน้ำต้นทุนไว้ใช้ในอนาคต

เขายังเตือนว่า หากปริมาณฝนในฤดูฝนปีนี้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตามที่คาดการณ์ไว้ ประเทศไทยอาจต้องเผชิญความเสี่ยงด้านน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2570 โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่ต้องพึ่งพาน้ำจากระบบชลประทาน

สำหรับแนวทางรับมือ นายชวลิตแนะนำให้เกษตรกรและผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนวางแผนใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งสามารถลดการใช้น้ำได้ประมาณ 20% และยังช่วยเพิ่มผลผลิตได้ในบางพื้นที่

ขณะที่หน่วยงานด้านน้ำจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำต้นทุนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำสอดคล้องกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องไปถึงปีหน้า

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์

แท็กบทความ