เขื่อนเจ้าพระยา ระบายน้ำไม่เกิน 2,000 ลบ.ม./วินาที ลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อน

เขื่อนเจ้าพระยา ระบายน้ำ 1,750 ลบ.ม./วินาที
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มอบหมายให้กรมชลประทานติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรองรับปริมาณน้ำหลากและลดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่การเกษตร กรมชลประทานจึงได้ติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง พร้อมบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์
จากการติดตามสภาพอากาศ พบว่า หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณภาคตะวันออกจะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง
สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ปัจจุบัน (25 กันยายน 2569) เวลา 06.00 น. สถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,795 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม/วินาที) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประกอบกับมีปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังประมาณ 99 ลบ.ม/วินาที รวมถึงปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขาต่าง ๆ ส่งผลให้มีปริมาณน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 2,261 ลบ.ม/วินาที โดยกรมชลประทานบริหารจัดการระบายน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกรวมประมาณ 511 ลบ.ม/วินาที และระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 1,750 ลบ.ม/วินาที
ทั้งนี้ กรมชลประทานยังคงบริหารการระบายน้ำโดยพิจารณาจากปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่พื้นที่ สถานการณ์ฝน และศักยภาพของระบบชลประทานเป็นสำคัญ โดยปัจจุบันยังควบคุมการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ไม่เกิน 2,000 ลบ.ม/วินาที ตามกรอบที่ได้ขออนุญาตคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไว้ เพื่อให้การระบายน้ำสอดคล้องกับสถานการณ์ และลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนและพื้นที่ลุ่มต่ำให้มากที่สุด
สรุปข่าว
เขื่อนเจ้าพระยา ระบายน้ำ 1,750 ลบ.ม./วินาที
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มอบหมายให้กรมชลประทานติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรองรับปริมาณน้ำหลากและลดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่การเกษตร กรมชลประทานจึงได้ติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง พร้อมบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์
จากการติดตามสภาพอากาศ พบว่า หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณภาคตะวันออกจะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง
สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ปัจจุบัน (25 กันยายน 2569) เวลา 06.00 น. สถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,795 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม/วินาที) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประกอบกับมีปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังประมาณ 99 ลบ.ม/วินาที รวมถึงปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขาต่าง ๆ ส่งผลให้มีปริมาณน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 2,261 ลบ.ม/วินาที โดยกรมชลประทานบริหารจัดการระบายน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกรวมประมาณ 511 ลบ.ม/วินาที และระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 1,750 ลบ.ม/วินาที
ทั้งนี้ กรมชลประทานยังคงบริหารการระบายน้ำโดยพิจารณาจากปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่พื้นที่ สถานการณ์ฝน และศักยภาพของระบบชลประทานเป็นสำคัญ โดยปัจจุบันยังควบคุมการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ไม่เกิน 2,000 ลบ.ม/วินาที ตามกรอบที่ได้ขออนุญาตคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไว้ เพื่อให้การระบายน้ำสอดคล้องกับสถานการณ์ และลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนและพื้นที่ลุ่มต่ำให้มากที่สุด
ด้านการบริหารจัดการน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันตก ปัจจุบันระบายน้ำเข้าแม่น้ำท่าจีนผ่านประตูระบายน้ำพลเทพประมาณ 60 ลบ.ม/วินาที เนื่องจากพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีนมีฝนตกและระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น จึงอาจยังไม่สามารถรับน้ำเพิ่มได้ในช่วงเวลานี้ ส่วนแม่น้ำน้อยระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำบรมธาตุประมาณ 120 ลบ.ม/วินาที เพื่อช่วยลำเลียงน้ำเข้าสู่ระบบชลประทาน และทยอยรับน้ำเข้าสู่พื้นที่ที่สามารถรองรับน้ำได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ ได้แก่ ทุ่งผักไห่ ทุ่งป่าโมก และทุ่งเจ้าเจ็ด รวมรับน้ำแล้วประมาณ 9.5 ล้าน ลบ.ม
ส่วนการบริหารจัดการน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันออก ปัจจุบันระบายน้ำเข้าคลองชัยนาท - ป่าสัก ผ่านประตูระบายน้ำมโนรมย์ประมาณ 186 ลบ.ม/วินาที และผ่านประตูระบายน้ำเริงรางประมาณ 180 ลบ.ม/วินาที ส่งลงสู่แม่น้ำป่าสัก รวมทั้งรับน้ำเข้าคลองชัยนาท - อยุธยา ผ่านประตูระบายน้ำมหาราชประมาณ 55 ลบ.ม/วินาที และรับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์ในอัตรา 144 ลบ.ม/วินาที พร้อมทยอยรับน้ำเข้าสู่พื้นที่ลุ่มต่ำบางส่วน ได้แก่ ทุ่งเชียงราก และทุ่งท่าวุ้ง รวมประมาณ 2.1 ล้าน ลบ.ม

คาด C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ จะพีก 2 ตุลาคม
นายวิทยา กล่าวต่อว่า จากการคาดการณ์ปริมาณน้ำที่สถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ คาดว่าจะอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 1,800–2,200 ลบ.ม/วินาที และคาดว่าปริมาณน้ำจะสูงสุดประมาณวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ที่ประมาณ 2,000 ลบ.ม/วินาที ก่อนมีแนวโน้มทยอยลดลงตามลำดับ ดังนั้น กรมชลประทานจึงได้เตรียมความพร้อมและวางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
“กรมชลประทานได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่ติดตามสถานการณ์ฝน ปริมาณน้ำเหนือเขื่อน และปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่พื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าและบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ โดยคำนึงถึงทั้งการระบายน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น การลดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่การเกษตร รวมถึงการบริหารน้ำต้นทุนให้มีความเหมาะสม ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” นายวิทยา กล่าว
ทั้งนี้ กรมชลประทานจะติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปริมาณฝน ปริมาณน้ำเหนือเขื่อน ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงสถานการณ์น้ำทะเลหนุนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งอาจมีผลต่อระดับน้ำและประสิทธิภาพการระบายน้ำ พร้อมบริหารจัดการและควบคุมปริมาณการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนและพื้นที่ลุ่มต่ำให้น้อยที่สุด
ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาน้ำเอ่อท่วมชุมชน
ทีมข่าวของเราตรวจสอบสถานการณ์น้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท กุญแจสำคัญในการบริหารน้ำลุ่มภาคกลาง ล่าสุดพบว่าปริมาณน้ำเหนือที่ไหลเข้าเขื่อนเจ้าพระยา ผ่านจุดวัดน้ำ C2 อ.เมืองนครสวรรค์ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง วัดได้1,787ลบ.ม./วิ(ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที)
โดยเขื่อนเจ้าพระยาได้ตรึงการระบายน้ำลงท้ายเขื่อนไว้ที่อัตรา 1,750 ลบ.ม./วิ เป็นวันที่ 3 เพื่อลดผลกระทบและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ท้ายเขื่อน ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนยกตัวขึ้น 10 ซ.ม.ใน 24 ชม. ล่าสุดวัดได้ 16.74ม.รทก.
ส่วนระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาก็ทรงตัวในรอบ 12 ชม.เช่นกันวัดได้ 13.89 ม.รทก. ซึ่งจากการระบายน้ำในอัตรานี้จะทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำท้ายเขื่อนในจ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ พระนครศรีอยุธยามีระดับน้ำเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 5-10ซ.ม.ในรอบ 24 ชม.ข้างหน้า
ขณะเดียวกันพื้นที่ ม.1 ต.ตะหลุก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา พบว่ามีบ้านเรือนของประชาชนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ เริ่มถูกน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ยกตัวขึ้นเอ่อเข้าท่วม ทำให้ต้องรีบยกของขึ้นที่สูงเพื่อให้พ้นน้ำ โดยเมื่อสอบถามชาวบ้านก้ทราบว่า ในปีนี้ความรู้สึกของชาวบ้านไม่ได้กังวลหรือกลัวน้ำท่วมเหมือนปีก่อนๆ
เพราะถ้าเทียบกับปี 2568 น้ำเริ่มท่วมตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนแล้ว แต่ปีนี้น้ำมาล่าช้าทำให้มั่นใจว่าจะไม่ถูกน้ำมท่วมรุนแรง เพราะเมื่อผ่านกลางเดือนตุลาคคมไปแล้วก็น่าจะเข้าสู่ฤดูหนาวที่ฝนจะน้อย ไม่น่ามีเหตุการณ์น้ำท่วมที่ชาวบ้านต้องอพยพไปนอนบนถนนคันคลองมหาราชเหมือนปี2568ที่ผ่านมา
คาดน้ำไม่ท่วมสูงเหมือนปี 2568
โดยนางสาวอังคณา เจ้าของบ้านที่ถูกน้ำท่วมเปิดเผยว่า ปีนี้ค่อนข้างมั่นใจว่าน้ำจะท่วมไม่สูงและกินเวลานานเหมือนปี 2568 ที่บ้านของตนถูกน้ำท่วมนานกว่า 2 เดือน ไม่สามารถอยู่อาศัยอย่างได้รับความสะดวกได้ ซึ่งปีนั้นตนเองกับครอบครัวต้องขนย้ายของใช้ส่วนตัวไปเช่าห้องพักอยู่ในตัวเมืองชัยนาท เพราะถ้าไม่เช่าห้องอยู่ก็จะต้องอพยพขึ้นไปกางเต็นท์นอนบนถนนคันคลองมหาราช
ซึ่งไม่สะดวกทั้งเรื่องห้องน้ำ ห้องนอนและความปลอดภัย รวมทั้งปัญหายุงแมลงและสัตว์มีพิษ ซึ่งอยู่อย่างยากลำบาก ในปีนี้จึงได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้เขื่อนเจ้าพระยาระบายเดิน 2,000 ลบ.ม./วิ เพราะถ้าเกินอันตรานี้ ตนกับครอบครัวก็คงต้องไปหาห้องช่าในตัวเมืองอีกครั้ง
ภาพจาก ผู้สื่อข่าวจังหวัดชัยนาท
- น้ำท่วม 12 จังหวัด! ปภ. สรุปสถานการณ์อุทกภัยล่าสุด กระทบ 11,796 ครัวเรือน
- กรมชลฯ สั่งบริหารจัดการเชิงรุก รับมือฝนเพิ่ม–ลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อน
- จับตาสถานการณ์น้ำในเขื่อน จุดไหนต้องเฝ้าระวัง?
- เพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา เตือนพื้นที่ลุ่มต่ำ-นอกแนวคันกั้นติดตามใกล้ชิด
- “เอกนิติ” ให้ความมั่นใจยังบริหารจัดการน้ำได้-เตรียมงบฉุกเฉินภาคละ 100 ล้าน
ที่มาข้อมูล : กรมชลประทาน / ผู้สื่อข่าวจังหวัดชัยนาท
ที่มารูปภาพ : ผู้สื่อข่าวจังหวัดชัยนาท
นักข่าวออนไลน์ เกาะติดสถานการณ์ประเด็นร้อน ทันเหตุการณ์ ทั้งเรื่องใกล้ตัวและประเด็นสำคัญ
