
ประเทศไทยมีปืนมากสุดในอาเซียน กลายเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกพูดถึงอีกครั้งหลังเกิดเหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569
ข้อมูลจาก Small Arms Survey องค์กรวิจัยในสวิตเซอร์แลนด์ ที่สำรวจครั้งล่าสุดเมื่อปี 2560 ระบุว่า พลเรือนไทยครอบครองปืนราว 10,342,000 กระบอก มากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอยู่อันดับ 13 ของโลก
ตัวเลขนี้คิดเป็น 15.1 กระบอกต่อประชากร 100 คน หรือประมาณหนึ่งกระบอกต่อคนไทยทุกเจ็ดคน สูงที่สุดในอาเซียนแบบทิ้งห่าง จนจำนวนปืนในไทยประเทศเดียวมากกว่าอีก 9 ชาติสมาชิกอาเซียนรวมกัน
ฟิลิปปินส์ ซึ่งตามมาเป็นอันดับสองมีเพียงราว 3.78 ล้านกระบอก ส่วนเวียดนามมีราว 1.6 ล้านกระบอก
ระดับโลก สหรัฐอเมริกาครองอันดับหนึ่งขาดลอยที่ 393,347,000 กระบอก หรือ 120.5 กระบอกต่อ 100 คน ซึ่งเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีปืนมากกว่าจำนวนประชากร ตามมาด้วยอินเดีย 71,100,000 กระบอก จีน 49,735,000 กระบอก และปากีสถาน 43,917,000 กระบอก

สรุปข่าว
ประเทศไทยมีปืนมากสุดในอาเซียน กลายเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกพูดถึงอีกครั้งหลังเกิดเหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569
ข้อมูลจาก Small Arms Survey องค์กรวิจัยในสวิตเซอร์แลนด์ ที่สำรวจครั้งล่าสุดเมื่อปี 2560 ระบุว่า พลเรือนไทยครอบครองปืนราว 10,342,000 กระบอก มากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอยู่อันดับ 13 ของโลก
ตัวเลขนี้คิดเป็น 15.1 กระบอกต่อประชากร 100 คน หรือประมาณหนึ่งกระบอกต่อคนไทยทุกเจ็ดคน สูงที่สุดในอาเซียนแบบทิ้งห่าง จนจำนวนปืนในไทยประเทศเดียวมากกว่าอีก 9 ชาติสมาชิกอาเซียนรวมกัน
ฟิลิปปินส์ ซึ่งตามมาเป็นอันดับสองมีเพียงราว 3.78 ล้านกระบอก ส่วนเวียดนามมีราว 1.6 ล้านกระบอก
ระดับโลก สหรัฐอเมริกาครองอันดับหนึ่งขาดลอยที่ 393,347,000 กระบอก หรือ 120.5 กระบอกต่อ 100 คน ซึ่งเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีปืนมากกว่าจำนวนประชากร ตามมาด้วยอินเดีย 71,100,000 กระบอก จีน 49,735,000 กระบอก และปากีสถาน 43,917,000 กระบอก

ทำไมคนไทยถึงมีปืนมาก โครงการสวัสดิการปืนและช่องโหว่
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปืนในไทยเพิ่มขึ้นคือโครงการสวัสดิการปืนของรัฐ ที่เริ่มในปี 2552 เปิดให้ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซื้อปืนได้ในราคาถูกกว่าท้องตลาดราว 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดูแล และในหลายปีนำเข้าปืนมากกว่าร้านค้าปืนที่ได้รับอนุญาตทั้งประเทศรวมกัน
ปัญหาคือปืนราคาถูกเหล่านี้บางส่วนถูกนำไปขายต่อในตลาดมืดเพื่อทำกำไร นักวิชาการและอดีตตำรวจหลายรายชี้ว่ากลไกนี้ผลักปืนจำนวนมากเข้าสู่ระบบ หลังเหตุสะเทือนขวัญปี 2565 มีข้อเสนอให้ระงับโครงการ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการยกเลิกอย่างเป็นทางการ นักวิจัยยังชี้ว่าความรู้สึกไม่ปลอดภัยและความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรมที่ต่ำ เป็นแรงผลักให้คนไทยหันมาถือปืนเพื่อป้องกันตัว
ปืนเถื่อนสี่ล้านกระบอก กับอัตราการเสียชีวิต
จากปืน 10.3 ล้านกระบอก มีเพียงราว 6.2 ล้านกระบอกที่จดทะเบียนถูกต้อง ส่วนอีกราว 4.1 ล้านกระบอก หรือเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ อยู่นอกระบบทะเบียน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยระบุว่ามักลักลอบเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีความขัดแย้ง หรือเป็นปืนประดิษฐ์ในประเทศ
ช่องว่างนี้สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขความรุนแรง คดีเกี่ยวกับอาวุธปืนที่มีรายงานเพิ่มจากราว 24,000 คดีในปี 2561 เป็นกว่า 87,000 คดีในปี 2565 ส่วนอัตราการเสียชีวิตจากปืนของไทยตามอินโฟกราฟิกอยู่ที่ 3.49 คนต่อประชากร 100,000 คน สูงเป็นอันดับสองของอาเซียนรองจากฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ตัวเลขอัตราการเสียชีวิตอาจต่างกันตามปีและแหล่งข้อมูล โดยการประเมินของ World Population Review ในบางปีอยู่ที่ราว 3.9 คนต่อ 100,000 คน
เหตุกราดยิงนนทบุรี กับกฎหมายปืนฉบับใหม่
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เยาวชนอายุ 14 ปี ก่อเหตุยิงปู่ย่าของตนเองเสียชีวิตที่บ้าน ก่อนเดินทางไปก่อเหตุที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เขตบางกรวย ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 8 ถึง 9 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 20 ราย ก่อนผู้ก่อเหตุจะปลิดชีพตัวเอง นับเป็นเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่รุนแรงที่สุดของไทยในรอบหลายปี
ในวันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าจะผลักดันกฎหมายควบคุมอาวุธปืนฉบับใหม่ ที่จำกัดการพกพาปืนในที่สาธารณะให้เหลือเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ อนุทินซึ่งเคยออกมาตรการคุมปืนสมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหลังเหตุยิงในห้างกลางกรุงปี 2566 ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าจะเข้มงวดเงื่อนไขการครอบครองด้วยหรือไม่ ขณะที่นักวิชาการเรียกร้องให้เพิ่มการตรวจสุขภาพจิตผู้ขอใบอนุญาตและกลไกแบบกฎหมายธงแดงที่ใช้ในต่างประเทศ
บทเรียนจากอาเซียนและระดับโลก
กรณีของไทยชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ที่งานวิจัยหลายชิ้นพบตรงกัน คือประเทศที่มีอัตราการครอบครองปืนสูง มักมีอัตราการเสียชีวิตจากปืนสูงตามไปด้วย ผ่านทั้งการฆาตกรรม การฆ่าตัวตาย และอุบัติเหตุ ฟิลิปปินส์ที่มีอัตราเสียชีวิตจากปืนสูงที่สุดในอาเซียนเป็นตัวอย่างในภูมิภาค ส่วนสหรัฐฯ เป็นภาพสะท้อนระดับโลกที่อัตราการครอบครองและการเสียชีวิตจากปืนสูงเกินกว่าที่พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาก
แม้กฎหมายปืนของไทยจะไม่ได้ผ่อนปรนหรือเข้มงวดเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าผลของกฎหมายขึ้นอยู่กับการบังคับใช้และการปิดช่องว่างในระบบ ทั้งการควบคุมปืนนอกทะเบียน การทบทวนโครงการสวัสดิการปืน และการตรวจสุขภาพจิต ซึ่งเป็นโจทย์ที่รอคำตอบท่ามกลางแรงกดดันหลังเหตุนนทบุรี
ที่มาข้อมูล : Small Arms Survey
ที่มารูปภาพ : TNN Online
