ไม่ไหว บอกไหว! 5 สัญญาณเตือนของ "หัวใจ" ที่บอกว่าคุณกำลังเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

ทุกวันที่ 29 กันยายนของทุกปี เป็น วันหัวใจโลก (World Heart Day) วันที่ทั่วโลกร่วมกันสร้างความตระหนักถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตทั่วโลก
หลายคนอาจคิดว่า “โรคหัวใจ” เป็นเรื่องของผู้สูงอายุ แต่ในความเป็นจริง คนวัยทำงานและคนรุ่นใหม่ก็สามารถมีความเสี่ยงได้ โดยเฉพาะเมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยนไป ทั้งการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม การขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียดสะสม และการพักผ่อนไม่เพียงพอ
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรู้ว่า “ใครเสี่ยง” แต่คือการรู้จักสังเกต สัญญาณเตือนจากร่างกาย ก่อนที่ปัญหาจะรุนแรง
5 สัญญาณเตือน “หัวใจเริ่มมีปัญหา” ที่ไม่ควรมองข้าม
1. แน่นหรือเจ็บหน้าอก
อาจรู้สึกแน่น จุก หรือเหมือนมีของหนักกดทับบริเวณกลางหน้าอกหรือด้านซ้ายของหน้าอก บางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปที่แขน ไหล่ หลัง คอ หรือกราม
อาการอาจเกิดขึ้นขณะออกแรงหรือทำกิจกรรม และดีขึ้นเมื่อหยุดพัก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจขาดเลือด
หากเป็นอาการที่เพิ่งเกิดขึ้น เกิดบ่อยขึ้น หรือมีความรุนแรงมากกว่าเดิม ไม่ควรปล่อยผ่าน
2. เหนื่อยง่าย หรือหายใจลำบากผิดปกติ
หากทำกิจกรรมเดิม ๆ แต่กลับเหนื่อยมากกว่าเดิม เช่น เดินระยะสั้น ๆ หรือขึ้นบันไดเพียงไม่กี่ขั้นแล้วเหนื่อยผิดปกติ ควรสังเกตอาการ
รวมถึงอาการหายใจลำบากเมื่อนอนราบ ต้องหนุนหมอนสูงขึ้น หรือตื่นกลางดึกเพราะรู้สึกหายใจไม่สะดวก ก็เป็นอาการที่ควรได้รับการประเมิน
3. ใจสั่น หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ
รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็ว เต้นรัว เต้นสะดุด หรือเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
หากใจสั่นเกิดขึ้นบ่อย หรือมีอาการร่วม เช่น เหนื่อย เจ็บหน้าอก วิงเวียน หรือหน้ามืด ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

สรุปข่าว
ทุกวันที่ 29 กันยายนของทุกปี เป็น วันหัวใจโลก (World Heart Day) วันที่ทั่วโลกร่วมกันสร้างความตระหนักถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตทั่วโลก
หลายคนอาจคิดว่า “โรคหัวใจ” เป็นเรื่องของผู้สูงอายุ แต่ในความเป็นจริง คนวัยทำงานและคนรุ่นใหม่ก็สามารถมีความเสี่ยงได้ โดยเฉพาะเมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยนไป ทั้งการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม การขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียดสะสม และการพักผ่อนไม่เพียงพอ
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรู้ว่า “ใครเสี่ยง” แต่คือการรู้จักสังเกต สัญญาณเตือนจากร่างกาย ก่อนที่ปัญหาจะรุนแรง
5 สัญญาณเตือน “หัวใจเริ่มมีปัญหา” ที่ไม่ควรมองข้าม
1. แน่นหรือเจ็บหน้าอก
อาจรู้สึกแน่น จุก หรือเหมือนมีของหนักกดทับบริเวณกลางหน้าอกหรือด้านซ้ายของหน้าอก บางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปที่แขน ไหล่ หลัง คอ หรือกราม
อาการอาจเกิดขึ้นขณะออกแรงหรือทำกิจกรรม และดีขึ้นเมื่อหยุดพัก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจขาดเลือด
หากเป็นอาการที่เพิ่งเกิดขึ้น เกิดบ่อยขึ้น หรือมีความรุนแรงมากกว่าเดิม ไม่ควรปล่อยผ่าน
2. เหนื่อยง่าย หรือหายใจลำบากผิดปกติ
หากทำกิจกรรมเดิม ๆ แต่กลับเหนื่อยมากกว่าเดิม เช่น เดินระยะสั้น ๆ หรือขึ้นบันไดเพียงไม่กี่ขั้นแล้วเหนื่อยผิดปกติ ควรสังเกตอาการ
รวมถึงอาการหายใจลำบากเมื่อนอนราบ ต้องหนุนหมอนสูงขึ้น หรือตื่นกลางดึกเพราะรู้สึกหายใจไม่สะดวก ก็เป็นอาการที่ควรได้รับการประเมิน
3. ใจสั่น หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ
รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็ว เต้นรัว เต้นสะดุด หรือเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
หากใจสั่นเกิดขึ้นบ่อย หรือมีอาการร่วม เช่น เหนื่อย เจ็บหน้าอก วิงเวียน หรือหน้ามืด ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

4. วูบ หน้ามืด หรือเป็นลม
อาการวูบหรือเป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการทำงานของหัวใจหรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด ซึ่งอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ
โดยเฉพาะหากเกิดร่วมกับใจสั่น เจ็บหน้าอก หรือเหนื่อยหอบ ควรได้รับการประเมินจากแพทย์
5. เท้า ข้อเท้า หรือขาบวม
หากพบว่าบริเวณเท้า ข้อเท้า หรือขาทั้งสองข้างบวม โดยเฉพาะลักษณะที่กดแล้วบุ๋ม อาจเกี่ยวข้องกับภาวะคั่งของน้ำในร่างกาย ซึ่งพบได้ในผู้ที่มีภาวะหัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่เต็มที่
อย่างไรก็ตาม อาการบวมเกิดได้จากหลายสาเหตุ จึงควรให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง
ใครบ้างที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ?
ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรดูแลสุขภาพและตรวจประเมินความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มี
• เบาหวาน
• ความดันโลหิตสูง
• ไขมันในเลือดสูง
• สูบบุหรี่
• ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
• มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
• ขาดการออกกำลังกาย
• มีความเครียดสะสม
• มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดตั้งแต่อายุน้อย
เจ็บหน้าอกแบบไหน ต้องรีบไปโรงพยาบาล?
หากมีอาการ แน่นหรือเจ็บหน้าอกอย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะเมื่อมีอาการร่วม เช่น เหงื่อออกมาก หายใจไม่อิ่ม เหนื่อยหอบ หน้ามืด ใจสั่น หรือมีอาการปวดร้าวไปที่แขน คอ กราม หรือหลัง
ไม่ควรรอดูอาการ และไม่ควรคิดว่าเดี๋ยวคงหายเอง
ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อรับการประเมินโดยเร็ว เพราะในภาวะฉุกเฉินทางหัวใจ เวลาเป็นสิ่งสำคัญ การได้รับการตรวจและรักษาอย่างรวดเร็วอาจช่วยลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนได้
ดูแลหัวใจ เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้
การดูแลหัวใจไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการ แต่เริ่มได้จากการรู้จักปัจจัยเสี่ยงของตัวเอง ตรวจสุขภาพอย่างเหมาะสม รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงบุหรี่
เพราะหัวใจทำงานอยู่ทุกวัน การดูแลหัวใจ จึงไม่ควรรอให้มีสัญญาณเตือน
- เช็กก่อนสาย! เจาะลึก 7 วิธีตรวจ“โรคหัวใจ” เทคโนโลยีไหนที่ใช่สำหรับคุณ?
- 10 อาการเตือน! ก่อนเกิด "กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน" รู้ทันปัจจัยเสี่ยง และวิธีเอาตัวรอด
- เหนื่อยง่าย ใจสั่น อย่าคิดแค่ว่า "อ่อนเพลีย" แพทย์ มช.เผย 5 สัญญาณเตือน "โรคหัวใจ"
- ผู้ชายเสี่ยงกว่า 3 เท่า! สธ. เปิดข้อมูล โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อายุน้อยสุดแค่ 15 ปี
- ยินดีจ่ายเองแต่ไม่ได้ตรวจ? เมียคาใจ รพ. ปฏิเสธตรวจ EKG ทำสามีช็อกดับวันเดียวกัน
ที่มาข้อมูล : ผศ.พญ.ทรรศลักษณ์ ทองหงษ์ อาจารย์ประจำหน่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ที่มารูปภาพ : Envato
ชื่นชอบในการติดตามข่าวสาร และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
