“SFTS” โรคไวรัสจากเห็บ! ไทยป่วยแล้ว 10 เสียชีวิต 5 ราย เช็กอาการด่วน

Share on Line Share on Facebook Share on X
“SFTS” โรคไวรัสจากเห็บ! ไทยป่วยแล้ว 10 เสียชีวิต 5 ราย เช็กอาการด่วน

“SFTS” โรคไข้สูงเกล็ดเลือดต่ำจากเห็บ

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรค SFTS หรือ Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีเห็บเป็นพาหะ สัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรค ได้แก่ สุนัข แมว แพะ แกะ วัว ควาย หมู ไก่ หนู และสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ และยังพบในบริเวณใบหญ้า หรือบริเวณที่อาศัยของสัตว์ สามารถวางไข่ในรอยแตกปูน หรือดินชื้น ติดต่อสู่คนผ่านการถูกเห็บที่มีเชื้อกัดเป็นหลัก 

อาการของ โรค SFTS

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าติดต่อจากการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจากสัตว์ที่ติดเชื้อ และสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือละอองฝอย จากผู้ติดเชื้อแต่พบน้อยมาก หลังถูกเห็บกัดประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ อาจมีอาการไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย 

รวมถึงอาจพบภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจมีเลือดออกผิดปกติ มีอาการทางระบบประสาท รวมถึงเกิดความผิดปกติของตับ ไต และอวัยวะหลายระบบ ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้

สรุปข่าว

กรมควบคุมโรคเตือนรู้จัก “SFTS” โรคติดเชื้อไวรัสจากเห็บ พบผู้ป่วยในไทยสะสม 10 ราย เสียชีวิต 5 ราย ชี้ปี 2569 พบแล้ว 3 ราย เสียชีวิต 2 ราย แนะผู้เลี้ยงสัตว์หมั่นกำจัดเห็บ หลีกเลี่ยงการจับหรือบี้เห็บด้วยมือเปล่า หากมีไข้สูงหลังถูกเห็บกัดหรือสัมผัสสัตว์ภายใน 2 สัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์

“SFTS” โรคไข้สูงเกล็ดเลือดต่ำจากเห็บ

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรค SFTS หรือ Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีเห็บเป็นพาหะ สัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรค ได้แก่ สุนัข แมว แพะ แกะ วัว ควาย หมู ไก่ หนู และสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ และยังพบในบริเวณใบหญ้า หรือบริเวณที่อาศัยของสัตว์ สามารถวางไข่ในรอยแตกปูน หรือดินชื้น ติดต่อสู่คนผ่านการถูกเห็บที่มีเชื้อกัดเป็นหลัก 

อาการของ โรค SFTS

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าติดต่อจากการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจากสัตว์ที่ติดเชื้อ และสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือละอองฝอย จากผู้ติดเชื้อแต่พบน้อยมาก หลังถูกเห็บกัดประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ อาจมีอาการไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย 

รวมถึงอาจพบภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจมีเลือดออกผิดปกติ มีอาการทางระบบประสาท รวมถึงเกิดความผิดปกติของตับ ไต และอวัยวะหลายระบบ ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้

“โรค SFTS เป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม เพราะในผู้ป่วยบางรายสามารถมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ ที่สำคัญอาการในระยะแรกอาจคล้ายกับโรคติดเชื้อทั่วไป เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลว ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยง” อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว

สถานการณ์โรค SFTS ในประเทศไทย 

ข้อมูลตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2562 – 2569 พบผู้ป่วยสะสม 10 ราย เสียชีวิต 5 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป ในปี พ.ศ. 2569 ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 16 กันยายน พ.ศ. 2569 พบผู้ป่วยสะสม 3 ราย เสียชีวิต 2 ราย อัตราป่วยตาย ร้อยละ 66.67 ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มีประวัติเลี้ยงสัตว์ สัมผัสสุนัข แมว เคยถูกเห็บกัด หรือสัมผัสเห็บและบี้เห็บโดยตรง

คำแนะนำสำหรับประชาชน 

หากเลี้ยงสุนัขหรือแมวควรหมั่นตรวจหาเห็บ อาบน้ำและใช้ยากำจัดเห็บให้สัตว์เลี้ยงเป็นประจำ ทำความสะอาดที่อยู่สัตว์เลี้ยงและบริเวณบ้านเป็นประจำ ไม่ควรใช้มือเปล่าจับ บี้ หรือดึงเห็บโดยตรง หากสัมผัสเห็บให้ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที หากต้องสัมผัสสัตว์ที่มีเห็บควรสวมถุงมือ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของสัตว์โดยตรง ใช้ยาควบคุมเห็บบริเวณฟาร์ม หรือพื้นที่เกษตร ระมัดระวังอย่าให้ถูกเห็บกัด โดยสวมเสื้อผ้ามิดชิด และอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังกลับจากฟาร์มหรือบริเวณที่มีเห็บ ตรวจดูตามร่างกายโดยเฉพาะใต้วงแขน ในและรอบใบหู สะดือ หลังเข่า หนังศีรษะและเส้นผม ระหว่างขา และรอบเอว ที่เห็บมักเกาะ

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวอีกว่า ประชาชนควรสังเกตอาการของตนเอง หากมีไข้สูงโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะภายหลังถูกเห็บกัดหรือมีประวัติสัมผัสสัตว์ที่มีเห็บภายใน 2 สัปดาห์ และมีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย จุดเลือดออก หรือมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท ควรรีบไปพบแพทย์ และแจ้งประวัติการถูกเห็บกัดหรือการสัมผัสสัตว์ให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ เพื่อช่วยในการวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคขอให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยของตนเองและสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอเพี่อลดโอกาสสัมผัสเห็บ พร้อมทั้งติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานสาธารณสุข หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422


ที่มาข้อมูล : กรมควบคุมโรค

ที่มารูปภาพ : Getty Images

นักข่าวออนไลน์ เกาะติดสถานการณ์ประเด็นร้อน ทันเหตุการณ์ ทั้งเรื่องใกล้ตัวและประเด็นสำคัญ