“SFTS” โรคไวรัสจากเห็บ! ไทยป่วยแล้ว 10 เสียชีวิต 5 ราย เช็กอาการด่วน

“SFTS” โรคไข้สูงเกล็ดเลือดต่ำจากเห็บ
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรค SFTS หรือ Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีเห็บเป็นพาหะ สัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรค ได้แก่ สุนัข แมว แพะ แกะ วัว ควาย หมู ไก่ หนู และสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ และยังพบในบริเวณใบหญ้า หรือบริเวณที่อาศัยของสัตว์ สามารถวางไข่ในรอยแตกปูน หรือดินชื้น ติดต่อสู่คนผ่านการถูกเห็บที่มีเชื้อกัดเป็นหลัก
อาการของ โรค SFTS
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าติดต่อจากการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจากสัตว์ที่ติดเชื้อ และสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือละอองฝอย จากผู้ติดเชื้อแต่พบน้อยมาก หลังถูกเห็บกัดประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ อาจมีอาการไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย
รวมถึงอาจพบภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจมีเลือดออกผิดปกติ มีอาการทางระบบประสาท รวมถึงเกิดความผิดปกติของตับ ไต และอวัยวะหลายระบบ ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้
สรุปข่าว
“SFTS” โรคไข้สูงเกล็ดเลือดต่ำจากเห็บ
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรค SFTS หรือ Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีเห็บเป็นพาหะ สัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรค ได้แก่ สุนัข แมว แพะ แกะ วัว ควาย หมู ไก่ หนู และสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ และยังพบในบริเวณใบหญ้า หรือบริเวณที่อาศัยของสัตว์ สามารถวางไข่ในรอยแตกปูน หรือดินชื้น ติดต่อสู่คนผ่านการถูกเห็บที่มีเชื้อกัดเป็นหลัก
อาการของ โรค SFTS
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าติดต่อจากการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจากสัตว์ที่ติดเชื้อ และสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือละอองฝอย จากผู้ติดเชื้อแต่พบน้อยมาก หลังถูกเห็บกัดประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ อาจมีอาการไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย
รวมถึงอาจพบภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจมีเลือดออกผิดปกติ มีอาการทางระบบประสาท รวมถึงเกิดความผิดปกติของตับ ไต และอวัยวะหลายระบบ ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้
“โรค SFTS เป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม เพราะในผู้ป่วยบางรายสามารถมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ ที่สำคัญอาการในระยะแรกอาจคล้ายกับโรคติดเชื้อทั่วไป เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลว ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยง” อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว
สถานการณ์โรค SFTS ในประเทศไทย
ข้อมูลตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2562 – 2569 พบผู้ป่วยสะสม 10 ราย เสียชีวิต 5 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป ในปี พ.ศ. 2569 ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 16 กันยายน พ.ศ. 2569 พบผู้ป่วยสะสม 3 ราย เสียชีวิต 2 ราย อัตราป่วยตาย ร้อยละ 66.67 ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มีประวัติเลี้ยงสัตว์ สัมผัสสุนัข แมว เคยถูกเห็บกัด หรือสัมผัสเห็บและบี้เห็บโดยตรง
คำแนะนำสำหรับประชาชน
หากเลี้ยงสุนัขหรือแมวควรหมั่นตรวจหาเห็บ อาบน้ำและใช้ยากำจัดเห็บให้สัตว์เลี้ยงเป็นประจำ ทำความสะอาดที่อยู่สัตว์เลี้ยงและบริเวณบ้านเป็นประจำ ไม่ควรใช้มือเปล่าจับ บี้ หรือดึงเห็บโดยตรง หากสัมผัสเห็บให้ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที หากต้องสัมผัสสัตว์ที่มีเห็บควรสวมถุงมือ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของสัตว์โดยตรง ใช้ยาควบคุมเห็บบริเวณฟาร์ม หรือพื้นที่เกษตร ระมัดระวังอย่าให้ถูกเห็บกัด โดยสวมเสื้อผ้ามิดชิด และอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังกลับจากฟาร์มหรือบริเวณที่มีเห็บ ตรวจดูตามร่างกายโดยเฉพาะใต้วงแขน ในและรอบใบหู สะดือ หลังเข่า หนังศีรษะและเส้นผม ระหว่างขา และรอบเอว ที่เห็บมักเกาะ
อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวอีกว่า ประชาชนควรสังเกตอาการของตนเอง หากมีไข้สูงโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะภายหลังถูกเห็บกัดหรือมีประวัติสัมผัสสัตว์ที่มีเห็บภายใน 2 สัปดาห์ และมีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย จุดเลือดออก หรือมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท ควรรีบไปพบแพทย์ และแจ้งประวัติการถูกเห็บกัดหรือการสัมผัสสัตว์ให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ เพื่อช่วยในการวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคขอให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยของตนเองและสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอเพี่อลดโอกาสสัมผัสเห็บ พร้อมทั้งติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานสาธารณสุข หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

- เตือน! ผู้สูงอายุ 1 ใน 3 หกล้มทุกปี ชวนวัยทำงานเร่งป้องกันก่อนสูงวัย
- จีนพบไวรัสจากเห็บชนิดใหม่ ทำให้มีไข้ อ่อนเพลีย และเกิดอาการทางระบบทางเดินอาหาร
- คนไทยติดเชื้อ HIV 5.5 แสน บางคนไม่รู้ตัว ชวนตรวจฟรีปีละ 2 ครั้ง
- กรมควบคุมโรค ย้ำเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่และโควิด 19 เน้นป้องกัน ลดการแพร่เชื้อในสถานที่ที่มีคนรวมกันจำนวนมาก
- นักวิจัยใช้ “AI” สังเคราะห์ “ไวรัส”เป็นครั้งแรก ก้าวสำคัญหรือภัยเงียบ?
ที่มาข้อมูล : กรมควบคุมโรค
ที่มารูปภาพ : Getty Images
นักข่าวออนไลน์ เกาะติดสถานการณ์ประเด็นร้อน ทันเหตุการณ์ ทั้งเรื่องใกล้ตัวและประเด็นสำคัญ
