
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "Anan Jongkaewwattana" ระบุว่า
ก้าวข้ามขีดจำกัดของมะเร็ง: อนาคตของการรักษาโรคเรื้อรังด้วยเทคโนโลยี CAR T-cell
เทคโนโลยี CAR T-cell ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดที่ดื้อต่อการรักษาแบบมาตรฐาน หลักการทำงานของเทคโนโลยีนี้คือการนำเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T cell ของผู้ป่วยมาดัดแปลงพันธุกรรมในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้มีตัวรับที่สามารถจดจำและทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตามศักยภาพของ CAR T-cell ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่มะเร็งอีกต่อไป แต่นักวิทยาศาสตร์กำลังนำหลักการเดียวกันนี้มาประยุกต์ใช้กับโรคเรื้อรังอื่นๆ ที่เกิดจากเซลล์ที่ผิดปกติและแฝงตัวอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน
ความแตกต่างสำคัญระหว่างมะเร็งและโรคเรื้อรังอื่นๆ คือธรรมชาติและพฤติกรรมของเซลล์ที่ก่อโรค ในขณะที่โรคมะเร็งมีลักษณะเด่นคือการเป็นเซลล์ที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็วและควบคุมไม่ได้ โรคเรื้อรังอย่างกลุ่มโรค Autoimmune disease โรคพังผืด (Fibrosis) หรือการติดเชื้อไวรัสเรื้อรัง มักเกิดจากเซลล์ที่ไม่ได้มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว แต่ว่าเซลล์เหล่านี้มีความสามารถพิเศษในการสร้างเกราะกำบัง หลบซ่อนตัวอยู่ในเนื้อเยื่อเฉพาะ และต่อต้านการถูกกำจัดด้วยระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติหรือยาแบบดั้งเดิม ยาที่ใช้ในปัจจุบันส่วนใหญ่มักทำได้เพียงระงับอาการหรือยับยั้งกระบวนการอักเสบชั่วคราว
ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และเมื่อหยุดยา โรคก็มักจะกำเริบกลับมาอีก การนำเทคโนโลยี CAR T-cell มาใช้จึงเปรียบเสมือนการสร้างระบบภูมิคุ้มกันแบบตั้งโปรแกรมได้ ซึ่งเซลล์ที่ถูกดัดแปลงเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น "ยามีชีวิต" ที่สามารถเพิ่มจำนวนตัวเอง ปรับตัว และคงอยู่ในร่างกายได้นาน พวกมันสามารถค้นหาและทำลายเซลล์ต้นเหตุที่ซ่อนตัวอยู่ได้อย่างถอนรากถอนโคน เพื่อยุติวงจรการเกิดโรคและฟื้นฟูสมดุลของเนื้อเยื่อตลอดจนระบบภูมิคุ้มกันให้กลับมาทำงานได้อย่างเป็นปกติอีกครั้ง
หนึ่งในความสำเร็จที่น่าจับตามองและมีความก้าวหน้าทางคลินิกมากที่สุด คือการนำ CAR T-cell มาใช้ในกลุ่มโรค Autoimmune disease เช่น โรคลูปัส (SLE) และโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis) โรคเหล่านี้เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด B cell ทำงานผิดพลาด จดจำเนื้อเยื่อของร่างกายตัวเองว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมและสร้างแอนติบอดีขึ้นมาโจมตี การรักษาแบบเดิมมักต้องพึ่งพายากดภูมิคุ้มกันหรือยาชีววัตถุไปตลอดชีวิต ซึ่งยาเหล่านี้มักไม่สามารถกำจัดเซลล์พลาสมาที่อายุยืนยาวที่ซ่อนตัวอยู่ในไขกระดูกและคอยผลิตแอนติบอดีก่อโรคได้อย่างหมดจด

สรุปข่าว
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "Anan Jongkaewwattana" ระบุว่า
ก้าวข้ามขีดจำกัดของมะเร็ง: อนาคตของการรักษาโรคเรื้อรังด้วยเทคโนโลยี CAR T-cell
เทคโนโลยี CAR T-cell ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดที่ดื้อต่อการรักษาแบบมาตรฐาน หลักการทำงานของเทคโนโลยีนี้คือการนำเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T cell ของผู้ป่วยมาดัดแปลงพันธุกรรมในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้มีตัวรับที่สามารถจดจำและทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตามศักยภาพของ CAR T-cell ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่มะเร็งอีกต่อไป แต่นักวิทยาศาสตร์กำลังนำหลักการเดียวกันนี้มาประยุกต์ใช้กับโรคเรื้อรังอื่นๆ ที่เกิดจากเซลล์ที่ผิดปกติและแฝงตัวอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน
ความแตกต่างสำคัญระหว่างมะเร็งและโรคเรื้อรังอื่นๆ คือธรรมชาติและพฤติกรรมของเซลล์ที่ก่อโรค ในขณะที่โรคมะเร็งมีลักษณะเด่นคือการเป็นเซลล์ที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็วและควบคุมไม่ได้ โรคเรื้อรังอย่างกลุ่มโรค Autoimmune disease โรคพังผืด (Fibrosis) หรือการติดเชื้อไวรัสเรื้อรัง มักเกิดจากเซลล์ที่ไม่ได้มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว แต่ว่าเซลล์เหล่านี้มีความสามารถพิเศษในการสร้างเกราะกำบัง หลบซ่อนตัวอยู่ในเนื้อเยื่อเฉพาะ และต่อต้านการถูกกำจัดด้วยระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติหรือยาแบบดั้งเดิม ยาที่ใช้ในปัจจุบันส่วนใหญ่มักทำได้เพียงระงับอาการหรือยับยั้งกระบวนการอักเสบชั่วคราว
ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และเมื่อหยุดยา โรคก็มักจะกำเริบกลับมาอีก การนำเทคโนโลยี CAR T-cell มาใช้จึงเปรียบเสมือนการสร้างระบบภูมิคุ้มกันแบบตั้งโปรแกรมได้ ซึ่งเซลล์ที่ถูกดัดแปลงเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น "ยามีชีวิต" ที่สามารถเพิ่มจำนวนตัวเอง ปรับตัว และคงอยู่ในร่างกายได้นาน พวกมันสามารถค้นหาและทำลายเซลล์ต้นเหตุที่ซ่อนตัวอยู่ได้อย่างถอนรากถอนโคน เพื่อยุติวงจรการเกิดโรคและฟื้นฟูสมดุลของเนื้อเยื่อตลอดจนระบบภูมิคุ้มกันให้กลับมาทำงานได้อย่างเป็นปกติอีกครั้ง
หนึ่งในความสำเร็จที่น่าจับตามองและมีความก้าวหน้าทางคลินิกมากที่สุด คือการนำ CAR T-cell มาใช้ในกลุ่มโรค Autoimmune disease เช่น โรคลูปัส (SLE) และโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis) โรคเหล่านี้เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด B cell ทำงานผิดพลาด จดจำเนื้อเยื่อของร่างกายตัวเองว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมและสร้างแอนติบอดีขึ้นมาโจมตี การรักษาแบบเดิมมักต้องพึ่งพายากดภูมิคุ้มกันหรือยาชีววัตถุไปตลอดชีวิต ซึ่งยาเหล่านี้มักไม่สามารถกำจัดเซลล์พลาสมาที่อายุยืนยาวที่ซ่อนตัวอยู่ในไขกระดูกและคอยผลิตแอนติบอดีก่อโรคได้อย่างหมดจด

แต่การใช้ CAR T-cell ที่ถูกออกแบบมาให้พุ่งเป้าไปที่โปรตีนเฉพาะบนผิวเซลล์ เช่น CD19 เพื่อกวาดล้าง B cell ในวงกว้าง หรือ BCMA เพื่อเจาะจงทำลายเซลล์พลาสมาที่ผลิตแอนติบอดีโดยตรง สามารถเข้าไปทำลายรากฐานของโรคเหล่านี้ได้อย่างเด็ดขาด ผลลัพธ์ที่ได้คือกระบวนการ "รีเซ็ต" ระบบภูมิคุ้มกันใหม่ทั้งหมด เมื่อร่างกายสร้าง B cell ชุดใหม่ขึ้นมาทดแทน เซลล์รุ่นใหม่เหล่านี้จะกลับสู่สภาวะปกติและไม่โจมตีร่างกายตัวเองอีก ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและดื้อต่อยาหลายรายสามารถเข้าสู่ภาวะสงบของโรคได้อย่างสมบูรณ์ในระยะยาว โดยไม่ต้องพึ่งพายากดภูมิคุ้มกันใดๆ อีกต่อไป
นอกจากนี้ เทคโนโลยีนี้ยังถูกนำมาพัฒนาเพื่อจัดการกับการติดเชื้อเรื้อรังที่ท้าทายวงการแพทย์มาอย่างยาวนาน เช่น เชื้อ HIV หรือไวรัสชนิดอื่นๆ ที่มีกลไกซ่อนตัวอยู่ในเซลล์เพื่อหลบหลีกการทำลายจากยาต้านไวรัส ยาต้านไวรัสในปัจจุบันสามารถหยุดยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อได้ แต่ไม่สามารถกำจัดเซลล์ที่เป็นแหล่งกบดาน (Viral reservoirs) ได้ การออกแบบ CAR T-cell ให้จดจำโปรตีนของไวรัสที่ปรากฏบนผิวเซลล์ที่ติดเชื้อ จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถค้นหาและทำลายแหล่งกบดานเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำ
ในขณะเดียวกัน สำหรับโรค Fibrosis ซึ่งเกิดจากกระบวนการสมานแผลของร่างกายที่ทำงานมากเกินความจำเป็นจนเกิดการสร้างเนื้อเยื่อแผลเป็นหรือพังผืดสะสม ทำให้อวัยวะสำคัญ เช่น ปอด หรือตับ สูญเสียความยืดหยุ่นและทำงานล้มเหลว นักวิจัยได้พัฒนา CAR T-cell ให้พุ่งเป้าไปที่เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ที่ถูกกระตุ้นให้ทำงานผิดปกติ โดยอาศัยการจดจำโปรตีนเฉพาะอย่าง Fibroblast Activation Protein (FAP) การกำจัดเซลล์ต้นเหตุเพียงบางส่วนนี้สามารถช่วยหยุดยั้งวงจรการสร้างพังผืด ทำลายโครงสร้างที่ผิดปกติ และเปิดโอกาสให้เนื้อเยื่อของอวัยวะเหล่านั้นได้ฟื้นฟูตัวเองกลับมาทำงานได้ดีขึ้น

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ศักยภาพของ CAR T-cell ยังครอบคลุมไปถึงการจัดการกับเซลล์เสื่อมสภาพ (Senescent cells) ซึ่งเปรียบเสมือน "เซลล์ซอมบี้" ที่หยุดการแบ่งตัวแต่ไม่ยอมตายตามวงจรธรรมชาติ เซลล์เหล่านี้จะสะสมตัวเมื่อคนเราอายุมากขึ้นหรือเมื่อเนื้อเยื่อได้รับความเสียหาย และคอยปล่อยสารเคมีที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง เร่งความชรา และก่อให้เกิดโรคเสื่อมถอยต่างๆ การใช้ CAR T-cell ที่ออกแบบมาเพื่อตรวจจับโปรตีนบนผิวเซลล์เสื่อมสภาพเหล่านี้โดยเฉพาะ จะช่วยกำจัดเซลล์ขยะออกจากเนื้อเยื่อ ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับอายุและฟื้นฟูความเยาว์วัยให้แก่อวัยวะ
นอกเหนือจากนี้ ยังมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ในผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) ที่มักเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการที่ร่างกายสร้างสารต้านปัจจัยการแข็งตัวของเลือด (Inhibitors) ทำให้การรักษาด้วยการให้เลือดไม่ได้ผล CAR T-cell สามารถถูกตั้งโปรแกรมให้ไปกำจัดเฉพาะ B cell ที่สร้างสารต้านเหล่านี้ได้อย่างเจาะจง รวมถึงความก้าวหน้าในการใช้เซลล์ CAR-Tregs (Regulatory T cells) ในการปลูกถ่ายอวัยวะ ซึ่งแทนที่เซลล์จะทำหน้าที่โจมตีทำลาย CAR-Tregs จะถูกออกแบบให้เดินทางไปยังอวัยวะที่ปลูกถ่ายและปล่อยสัญญาณเพื่อสร้างความทนทานทางภูมิคุ้มกัน (Immune tolerance) ในบริเวณนั้น ช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายต่อต้านอวัยวะใหม่ โดยที่ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องรับยากดภูมิคุ้มกันในปริมาณสูงที่ส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันโดยรวมของร่างกาย
ข้อมูลจาก ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) https://www.facebook.com/anan.jongkaewwattana/posts/pfbid028d2XA58WtacQznL8JvGxLX6HW11QUQqEf3mmxqS3UbHmYiZGdNuPHjVcmRfbXDZxl
- 1 ใน 5 ประชากรโลกมีแนวโน้มเป็นมะเร็ง
- ข่าวดี "ผู้ป่วยมะเร็งยากจน" รพ.มงกุฎวัฒนะ ให้บริการหอพักฟรี อาหาร 3 มื้อ ช่วยค่าเดินทาง ระหว่างรักษา
- นวัตกรรมใหม่ "เปลี่ยนเซลล์มะเร็งเป็นวัคซีน" All-in-One ปลุกภูมิคุ้มกันครอบคลุม
- มะเร็งทั่วโลกเพิ่มขึ้น อ้างข้อมูลสหรัฐฯ พบหลายชนิดพุ่งในคนอายุต่ำกว่า 50 ปี
- 6 พฤติกรรมเสี่ยงมะเร็งที่คนไทยทำทุกวัน WHO ชี้เกือบ 40% ป้องกันได้
ที่มาข้อมูล : ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ที่มารูปภาพ : ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ,Envato
ชื่นชอบในการติดตามข่าวสาร และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
