สู้ภัยเงียบ! "มะเร็งมดลูก" ชวนหญิงไทยปลุกพลัง "Peach Power" ปฏิวัติสุขภาพเพื่อตัวเอง

Share on Line Share on Facebook Share on X
สู้ภัยเงียบ! "มะเร็งมดลูก" ชวนหญิงไทยปลุกพลัง "Peach Power" ปฏิวัติสุขภาพเพื่อตัวเอง

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ต้อนรับเดือนแห่งวันแม่ด้วยการจัดแคมเปญเพื่อผู้หญิง ปลุกกระแส 'ริบบิ้นสีพีช' (Peach Ribbon) สัญลักษณ์สากลในการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งมดลูกในประเทศไทย ผ่านกิจกรรมบริการวิชาการสุขภาพด้านกลุ่มโรคทางนรีเวช ประจำปี 2569 ภายใต้แคมเปญ “Peach Power: พลังผู้หญิงไทย สู้ภัยมะเร็งมดลูก” 


รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ของมะเร็งมดลูก ว่าถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและมีแนวโน้มพบสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการรับมือกับภัยเงียบนี้ และได้จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูกขึ้น มีเป้าหมายสำคัญคือ "การยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจร โดยผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับการรักษาที่เหมาะสม ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด" สืบสานพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ทรงจัดตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็ง ยกระดับการรักษามะเร็งให้ได้มาตรฐานสากล พัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิชาการ ตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้ทัดเทียมนานาประเทศ

ด้าน ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ได้กล่าวแสดงเจตนารมณ์ถึงความร่วมมือในการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งมดลูกว่า มดลูกของผู้หญิงเปรียบเสมือน “ผลพีช” ที่สวยงามและสมบูรณ์ แต่บางผลพีชอาจต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ พลังสีพีช หรือ Peach Power จึงเป็นพลังแห่งการดูแล โดยราชวิทยาลัยฯ มุ่งมั่นสนับสนุนให้ผู้หญิงไทย “ฟังเสียงเตือนจากมดลูก” สังเกตความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอาการเลือดออกผิดปกติอย่าปล่อยผ่านเด็ดขาด พร้อมลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อหยุดมะเร็งมดลูกตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาดได้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


ภายในงานมีการเสวนา ภายใต้หัวข้อ "Peach Power : Uterine Cancer Awareness Talk รู้ไว รักษาได้ นวัตกรรมขั้นสูงเพื่อหญิงไทยห่างไกลมะเร็งมดลูก" โดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยสถิติจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติว่า ในปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกรายใหม่สูงถึง 3,357 ราย (คิดเป็นอุบัติการณ์ 6.1 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คน) จัดเป็นมะเร็งทางนรีเวชที่พบบ่อยเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากมะเร็งปากมดลูก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต พร้อมชี้ว่าแม้จะไม่มีการตรวจคัดกรองในสตรีทั่วไป แต่ถือเป็นโรคที่มีข้อได้เปรียบเนื่องจากมักส่งสัญญาณเตือนตั้งแต่ระยะแรก หากสังเกตพบอาการและตรวจพบไว อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีจะสูงมากกว่าร้อยละ 90


ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร หัวหน้างานสูตินรีเวชกรรม แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช และการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ให้ความรู้ถึงประเภทของมะเร็งมดลูกว่าสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่:


1.มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial cancer): เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด คิดเป็นประมาณร้อยละ 95 ของมะเร็งมดลูกทั้งหมด


2.มะเร็งกล้ามเนื้อมดลูก (Uterine sarcoma): เป็นมะเร็งที่เกิดจากชั้นกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของมดลูก พบได้น้อยประมาณร้อยละ 5 ของมะเร็งมดลูกทั้งหมด แต่มีความรุนแรงและแนวทางการรักษาแตกต่างจากมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก


ดังนั้น เมื่อกล่าวถึง "มะเร็งมดลูก" ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่หมายถึง มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก พร้อมเจาะลึกกลุ่มเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ อาการผิดปกติ เช่น เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด, สตรีวัยหมดประจำเดือนที่มีเลือดออกทางช่องคลอด, ผู้ที่มีภาวะอ้วน, ผู้มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS), ผู้มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งมดลูกหรือมะเร็งลำไส้ และผู้ที่มีภาวะทางพันธุกรรมลินช์ซินโดรม (Lynch syndrome) โดยเน้นย้ำสโลแกนรณรงค์ว่า “เลือดออกผิดปกติ อย่าปล่อยผ่าน” หากสังเกตอาการและมาพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรก จะมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูง


สรุปข่าว

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จัดแคมเปญ "Peach Power" ต้านภัยมะเร็งมดลูก ชวนหญิงไทยฟังเสียงเตือนจากร่างกาย และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติ เพื่อตรวจเร็วและรักษาได้ทันท่วงที ย้ำอย่าให้ความอายทำลายโอกาสที่จะเจอมะเร็งของ รู้เร็ว รักษาเร็ว เพิ่มโอกาสรอด

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ต้อนรับเดือนแห่งวันแม่ด้วยการจัดแคมเปญเพื่อผู้หญิง ปลุกกระแส 'ริบบิ้นสีพีช' (Peach Ribbon) สัญลักษณ์สากลในการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งมดลูกในประเทศไทย ผ่านกิจกรรมบริการวิชาการสุขภาพด้านกลุ่มโรคทางนรีเวช ประจำปี 2569 ภายใต้แคมเปญ “Peach Power: พลังผู้หญิงไทย สู้ภัยมะเร็งมดลูก” 


รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ของมะเร็งมดลูก ว่าถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและมีแนวโน้มพบสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการรับมือกับภัยเงียบนี้ และได้จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูกขึ้น มีเป้าหมายสำคัญคือ "การยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจร โดยผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับการรักษาที่เหมาะสม ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด" สืบสานพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ทรงจัดตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็ง ยกระดับการรักษามะเร็งให้ได้มาตรฐานสากล พัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิชาการ ตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้ทัดเทียมนานาประเทศ

ด้าน ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ได้กล่าวแสดงเจตนารมณ์ถึงความร่วมมือในการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งมดลูกว่า มดลูกของผู้หญิงเปรียบเสมือน “ผลพีช” ที่สวยงามและสมบูรณ์ แต่บางผลพีชอาจต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ พลังสีพีช หรือ Peach Power จึงเป็นพลังแห่งการดูแล โดยราชวิทยาลัยฯ มุ่งมั่นสนับสนุนให้ผู้หญิงไทย “ฟังเสียงเตือนจากมดลูก” สังเกตความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอาการเลือดออกผิดปกติอย่าปล่อยผ่านเด็ดขาด พร้อมลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อหยุดมะเร็งมดลูกตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาดได้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


ภายในงานมีการเสวนา ภายใต้หัวข้อ "Peach Power : Uterine Cancer Awareness Talk รู้ไว รักษาได้ นวัตกรรมขั้นสูงเพื่อหญิงไทยห่างไกลมะเร็งมดลูก" โดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยสถิติจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติว่า ในปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกรายใหม่สูงถึง 3,357 ราย (คิดเป็นอุบัติการณ์ 6.1 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คน) จัดเป็นมะเร็งทางนรีเวชที่พบบ่อยเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากมะเร็งปากมดลูก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต พร้อมชี้ว่าแม้จะไม่มีการตรวจคัดกรองในสตรีทั่วไป แต่ถือเป็นโรคที่มีข้อได้เปรียบเนื่องจากมักส่งสัญญาณเตือนตั้งแต่ระยะแรก หากสังเกตพบอาการและตรวจพบไว อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีจะสูงมากกว่าร้อยละ 90


ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร หัวหน้างานสูตินรีเวชกรรม แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช และการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ให้ความรู้ถึงประเภทของมะเร็งมดลูกว่าสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่:


1.มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial cancer): เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด คิดเป็นประมาณร้อยละ 95 ของมะเร็งมดลูกทั้งหมด


2.มะเร็งกล้ามเนื้อมดลูก (Uterine sarcoma): เป็นมะเร็งที่เกิดจากชั้นกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของมดลูก พบได้น้อยประมาณร้อยละ 5 ของมะเร็งมดลูกทั้งหมด แต่มีความรุนแรงและแนวทางการรักษาแตกต่างจากมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก


ดังนั้น เมื่อกล่าวถึง "มะเร็งมดลูก" ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่หมายถึง มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก พร้อมเจาะลึกกลุ่มเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ อาการผิดปกติ เช่น เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด, สตรีวัยหมดประจำเดือนที่มีเลือดออกทางช่องคลอด, ผู้ที่มีภาวะอ้วน, ผู้มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS), ผู้มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งมดลูกหรือมะเร็งลำไส้ และผู้ที่มีภาวะทางพันธุกรรมลินช์ซินโดรม (Lynch syndrome) โดยเน้นย้ำสโลแกนรณรงค์ว่า “เลือดออกผิดปกติ อย่าปล่อยผ่าน” หากสังเกตอาการและมาพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรก จะมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูง


ด้าน นพ.รวย กิตติคุณ ประธานคณะทำงานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช และการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นำเสนอความก้าวหน้าทางนวัตกรรมการตรวจวินิจฉัยและการรักษาขั้นสูง โดยชูการตรวจด้วยเทคโนโลยี Office Hysteroscopy หรือการส่องกล้องตรวจโพรงมดลูกในห้องตรวจ ซึ่งช่วยให้มองเห็นและเก็บชิ้นเนื้อได้แม่นยำ เจ็บน้อย ไม่ต้องดมยาสลบ และกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน ร่วมกับเทคโนโลยีการผ่าตัดรักษาแผลเล็กผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery), การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ (Robotic Surgery) และนวัตกรรม Sentinel Lymph Node Mapping หรือการตรวจต่อมน้ำเหลืองเซนทิเนลเพื่อประเมินการกระจายของโรคเฉพาะต่อมแรกที่มีโอกาสรับการกระจายของเซลล์มะเร็ง แทนการเลาะต่อมน้ำเหลืองทั้งหมดในผู้ป่วยที่เหมาะสม ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญในการรักษามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะเริ่มต้น วิธีนี้ให้ความแม่นยำในการประเมินการกระจายของโรค พร้อมทั้งช่วยลดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะภาวะขาบวมจากน้ำเหลืองคั่ง (Lymphedema) และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังการรักษา


นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาในการส่งเสริมการปรับพฤติกรรมและสร้างแรงบันดาลใจในหัวข้อ "เมื่อ ‘ความอ้วน’ ชวนมะเร็งมาทักทาย: ปรับโภชนาการ พลิกชีวิตใหม่ให้สตรอง" โดย:


พญ.ฐานิตา เวชโช ได้ถอดรหัสกลไกความอ้วนว่า ไขมันส่วนเกินทำหน้าที่เหมือนโรงงานผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกิน ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกได้รับการกระตุ้นจากเอสโตรเจนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมาถ่วงดุลอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ไม่มีการตกไข่หรือมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เมื่อเยื่อบุโพรงมดลูกถูกกระตุ้นเช่นนี้เป็นเวลานาน เซลล์จะมีการแบ่งตัวมากผิดปกติ เกิดภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว และในบางรายอาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ นอกจากนี้ ภาวะอ้วนยังสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน เบาหวาน และการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกอีกด้วย ดังนั้น การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ไม่ได้ช่วยป้องกันเพียงโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้อย่างมีนัยสำคัญ


พญ.หทัยภัทร สุขเจรียงพร ให้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยทางพันธุกรรม Lynch syndrome ว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของยีนที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมความเสียหายของ DNA ทำให้ผู้ที่มีภาวะนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลายชนิดมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก รวมถึงอาจพบมะเร็งรังไข่และมะเร็งของอวัยวะอื่นได้ด้วย หากมีครอบครัวหรือญาติหลายคนเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือมะเร็งที่เกิดในอายุน้อยกว่าปกติ ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง และพิจารณารับคำปรึกษาทางพันธุศาสตร์ รวมถึงการตรวจยีนเมื่อมีข้อบ่งชี้ สิ่งสำคัญคือ Lynch syndrome เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เราสามารถลดผลกระทบได้ด้วยการรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยง เข้ารับการติดตามตามคำแนะนำของแพทย์ และรีบมาพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ เพราะการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาได้

พญ.วทันยา คุวัฒนานนท์ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านโภชนศาสตร์คลินิก เน้นย้ำว่า การลดน้ำหนักลงเพียง 5–10% สามารถลดระดับฮอร์โมนแปรปรวนและการอักเสบในร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยแนะนำให้ลดแป้งขัดสี น้ำตาล และเปลี่ยนมาทาน Whole Foods รวมถึงผักตระกูลกะหล่ำ เพื่อใช้โภชนาการเป็นยาต้านมะเร็ง

ปิดท้ายด้วยแขกรับเชิญพิเศษ คุณบุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ที่มาร่วมส่งต่อแรงบันดาลใจให้สตรีไทยลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง ปรับไลฟ์สไตล์ และก้าวข้ามความอายในการเข้ารับการตรวจเช็กสุขภาพนรีเวช


ภายในงานยังเปิดบริการพิเศษให้สตรีกลุ่มเสี่ยงเข้ารับสิทธิ์ตรวจคัดกรองอัลตราซาวด์ทางนรีเวช ณ ศูนย์สุขภาพสตรี ชั้น 2 พร้อมรณรงค์ให้สตรีไทยร่วมรู้ทันและป้องกันภัยมะเร็งมดลูกไปกับกิจกรรม Peach Care นิทรรศการความรู้นวัตกรรมทางการแพทย์ พร้อมโซนให้คำปรึกษาด้านสุขภาพสตรีและโภชนาการ และร่วมรณรงค์ส่งต่อพลังความรู้และแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพมดลูก ผ่านกิจกรรม Voice of Peach Power


ชื่นชอบ​ในการติดตามข่าวสาร​ และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง​ คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง