
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "Anan Jongkaewwattana" ระบุว่า
คาเฟอีนกับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด คำแนะนำทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดจาก American Heart Association
คาเฟอีนเป็นหนึ่งในสารกระตุ้นระบบประสาทที่ได้รับความนิยมและมีการบริโภคมากที่สุดในโลก โดยส่วนใหญ่เรามักได้รับคาเฟอีนผ่านการดื่มกาแฟหรือชาในชีวิตประจำวัน ล่าสุดสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ American Heart Association ได้เผยแพร่รายงานทางวิทยาศาสตร์เพื่อรวบรวมและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างคาเฟอีนกับระบบหัวใจและหลอดเลือดอย่างเป็นระบบ เนื่องจากผลกระทบของคาเฟอีนมีความซับซ้อนและมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับรูปแบบของเครื่องดื่มที่บริโภค ปริมาณที่ได้รับ ตลอดจนปัจจัยทางพันธุกรรมเฉพาะตัวที่ส่งผลต่อการตอบสนองของร่างกาย
เมื่อเราบริโภคคาเฟอีน ร่างกายจะดูดซึมได้อย่างรวดเร็วผ่านทางระบบทางเดินอาหารและเข้าสู่กระแสเลือดจนถึงระดับสูงสุดภายในเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง โดยมีตับทำหน้าที่หลักในการสลายคาเฟอีนผ่านเอนไซม์ในกลุ่ม cytochrome P450 ซึ่งควบคุมโดยยีนที่ชื่อว่า CYP1A2 ความแตกต่างทางพันธุกรรมนี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญอธิบายว่าเหตุใดแต่ละคนจึงมีความสามารถในการเผาผลาญคาเฟอีนไม่เท่ากัน บางคนอาจไวต่อคาเฟอีนมากจนเกิดอาการนอนไม่หลับหรือใจสั่นได้ง่าย ขณะที่บางคนสามารถเผาผลาญได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ในเครื่องดื่มอย่างกาแฟยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพอื่นๆ นอกเหนือจากคาเฟอีน เช่น chlorogenic acid ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ ซึ่งส่งผลดีต่อการทำงานของหลอดเลือดและการเผาผลาญพลังงานของร่างกายเช่นกัน
ในด้านของปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ รายงานระบุว่าผลกระทบของคาเฟอีนต่อความดันโลหิตมีความแตกต่างกันระหว่างการบริโภคแบบเฉียบพลันกับการบริโภคเป็นประจำ การได้รับคาเฟอีนในปริมาณสูงทันทีอาจทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นชั่วคราว แต่สำหรับผู้ที่ดื่มเป็นประจำ ผลการศึกษาในระยะยาวพบความสัมพันธ์ในลักษณะ inverse J-shaped ซึ่งชี้ว่าการบริโภคในปริมาณปานกลางไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนในเรื่องของโรคเบาหวาน แม้ว่าการทดลองในระยะสั้นจะพบว่าคาเฟอีนอาจลดความไวต่ออินซูลิน แต่การศึกษาในกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ที่ติดตามผลระยะยาวกลับพบว่า การดื่มกาแฟเป็นประจำมีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งผลลัพธ์นี้พบได้ทั้งในกาแฟสูตรปกติและกาแฟปราศจากคาเฟอีน (decaffeinated coffee) ชี้ให้เห็นว่าประโยชน์ดังกล่าวอาจมาจากสารออกฤทธิ์ชีวภาพและแร่ธาตุอื่นๆ ในกาแฟ เช่น แมกนีเซียมและโครเมียม มากกว่าตัวคาเฟอีนเอง

สรุปข่าว
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "Anan Jongkaewwattana" ระบุว่า
คาเฟอีนกับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด คำแนะนำทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดจาก American Heart Association
คาเฟอีนเป็นหนึ่งในสารกระตุ้นระบบประสาทที่ได้รับความนิยมและมีการบริโภคมากที่สุดในโลก โดยส่วนใหญ่เรามักได้รับคาเฟอีนผ่านการดื่มกาแฟหรือชาในชีวิตประจำวัน ล่าสุดสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ American Heart Association ได้เผยแพร่รายงานทางวิทยาศาสตร์เพื่อรวบรวมและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างคาเฟอีนกับระบบหัวใจและหลอดเลือดอย่างเป็นระบบ เนื่องจากผลกระทบของคาเฟอีนมีความซับซ้อนและมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับรูปแบบของเครื่องดื่มที่บริโภค ปริมาณที่ได้รับ ตลอดจนปัจจัยทางพันธุกรรมเฉพาะตัวที่ส่งผลต่อการตอบสนองของร่างกาย
เมื่อเราบริโภคคาเฟอีน ร่างกายจะดูดซึมได้อย่างรวดเร็วผ่านทางระบบทางเดินอาหารและเข้าสู่กระแสเลือดจนถึงระดับสูงสุดภายในเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง โดยมีตับทำหน้าที่หลักในการสลายคาเฟอีนผ่านเอนไซม์ในกลุ่ม cytochrome P450 ซึ่งควบคุมโดยยีนที่ชื่อว่า CYP1A2 ความแตกต่างทางพันธุกรรมนี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญอธิบายว่าเหตุใดแต่ละคนจึงมีความสามารถในการเผาผลาญคาเฟอีนไม่เท่ากัน บางคนอาจไวต่อคาเฟอีนมากจนเกิดอาการนอนไม่หลับหรือใจสั่นได้ง่าย ขณะที่บางคนสามารถเผาผลาญได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ในเครื่องดื่มอย่างกาแฟยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพอื่นๆ นอกเหนือจากคาเฟอีน เช่น chlorogenic acid ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ ซึ่งส่งผลดีต่อการทำงานของหลอดเลือดและการเผาผลาญพลังงานของร่างกายเช่นกัน
ในด้านของปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ รายงานระบุว่าผลกระทบของคาเฟอีนต่อความดันโลหิตมีความแตกต่างกันระหว่างการบริโภคแบบเฉียบพลันกับการบริโภคเป็นประจำ การได้รับคาเฟอีนในปริมาณสูงทันทีอาจทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นชั่วคราว แต่สำหรับผู้ที่ดื่มเป็นประจำ ผลการศึกษาในระยะยาวพบความสัมพันธ์ในลักษณะ inverse J-shaped ซึ่งชี้ว่าการบริโภคในปริมาณปานกลางไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนในเรื่องของโรคเบาหวาน แม้ว่าการทดลองในระยะสั้นจะพบว่าคาเฟอีนอาจลดความไวต่ออินซูลิน แต่การศึกษาในกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ที่ติดตามผลระยะยาวกลับพบว่า การดื่มกาแฟเป็นประจำมีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งผลลัพธ์นี้พบได้ทั้งในกาแฟสูตรปกติและกาแฟปราศจากคาเฟอีน (decaffeinated coffee) ชี้ให้เห็นว่าประโยชน์ดังกล่าวอาจมาจากสารออกฤทธิ์ชีวภาพและแร่ธาตุอื่นๆ ในกาแฟ เช่น แมกนีเซียมและโครเมียม มากกว่าตัวคาเฟอีนเอง

สำหรับระดับไขมันในเลือด คาเฟอีนบริสุทธิ์ไม่ได้มีผลโดยตรงต่อการเพิ่มคอเลสเตอรอล แต่ประเภทและวิธีการชงเครื่องดื่มมีบทบาทสำคัญ กาแฟที่ไม่ผ่านการกรอง เช่น French press กาแฟต้มสไตล์ตุรกี หรือเอสเพรสโซในบางรูปแบบ จะมีสารกลุ่มไดเทอร์พีนที่ชื่อว่า cafestol ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างและเพิ่มระดับไขมันชนิดไม่ดี หรือ low-density lipoprotein (LDL) cholesterol ในเลือดได้ ในขณะที่กาแฟที่ผ่านกระดาษกรอง หรือ filtered coffee และกาแฟสำเร็จรูปจะไม่พบปัญหานี้ เนื่องจากสารดังกล่าวถูกกรองออกไปเกือบทั้งหมดแล้ว
เมื่อพิจารณาถึงโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ข้อมูลจากการวิจัยส่วนใหญ่ชี้ว่าการบริโภคคาเฟอีนในปริมาณปานกลางไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจเต้นพลิ้ว หรือ atrial fibrillation และในบางกรณีอาจช่วยลดความเสี่ยงในการกลับมาเป็นซ้ำได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบทางคลินิกพบว่าคาเฟอีนอาจเพิ่มความถี่ของการเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด premature ventricular contractions ได้บ้าง แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง นอกจากนี้ การบริโภคกาแฟในปริมาณปานกลางยังมีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง หรือ stroke โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือ coronary artery disease และภาวะหัวใจล้มเหลว หรือ heart failure อีกด้วย

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
โดยสรุปแล้ว รายงานฉบับนี้ชี้ว่าการบริโภคคาเฟอีนในปริมาณปานกลาง หรือไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับการดื่มกาแฟประมาณ 3 ถึง 5 แก้วต่อวัน ถือว่ามีความปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ และสามารถเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพได้ อย่างไรก็ตาม ข้อแนะนำนี้เน้นย้ำถึงคาเฟอีนที่ได้จากแหล่งธรรมชาติ เช่น กาแฟ หรือชา และผู้บริโภคควรระมัดระวังการเติมน้ำตาล ไซรัปปรุงแต่ง หรือครีมในปริมาณที่มากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและบดบังประโยชน์ที่จะได้รับ
นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องดื่มชูกำลัง หรือ energy drinks ที่มีคาเฟอีนเข้มข้นสูงร่วมกับสารกระตุ้นอื่น รวมถึงการบริโภคคาเฟอีนในรูปแบบเม็ดหรือผงความเข้มข้นสูง ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อระบบหัวใจและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
- ผู้ชายเสี่ยงกว่า 3 เท่า! สธ. เปิดข้อมูล โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อายุน้อยสุดแค่ 15 ปี
- ยินดีจ่ายเองแต่ไม่ได้ตรวจ? เมียคาใจ รพ. ปฏิเสธตรวจ EKG ทำสามีช็อกดับวันเดียวกัน
- งานวิจัยชี้ คนที่มีกล้ามเนื้อหน้าอกแข็งแรง มีแนวโน้มเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยกว่า
- อัตราการเกิดโรคหัวใจวายในกลุ่มคน หนุ่มสาวกำลังเพิ่มสูงขึ้น นี่คือเหตุผล
- กินแบบนี้ ต้องระวัง"หัวใจพัง" เปิดลิสต์"อาหารอันตราย"ที่หัวใจส่ายหน้า
ที่มาข้อมูล : ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ที่มารูปภาพ : ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ,Envato
ชื่นชอบในการติดตามข่าวสาร และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
