
"ตาขวากระตุกจะได้โชค" "ตาซ้ายกระตุกจะมีเคราะห์" ความเชื่อเรื่องตากระตุกเป็นลางบอกเหตุอยู่คู่กับสังคมไทยมานาน หลายคนเมื่อรู้สึกว่าหนังตาเต้นเป็นจังหวะก็มักรีบเปิดตำราทำนายโชคชะตา แต่ในมุมของการแพทย์ อาการตากระตุกไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องเหนือธรรมชาติ หากแต่เป็นสัญญาณเล็ก ๆ ที่ร่างกายกำลังพยายามบอกว่า ถึงเวลาต้องพักและดูแลตัวเองแล้ว
สรุปข่าว
"ตาขวากระตุกจะได้โชค" "ตาซ้ายกระตุกจะมีเคราะห์" ความเชื่อเรื่องตากระตุกเป็นลางบอกเหตุอยู่คู่กับสังคมไทยมานาน หลายคนเมื่อรู้สึกว่าหนังตาเต้นเป็นจังหวะก็มักรีบเปิดตำราทำนายโชคชะตา แต่ในมุมของการแพทย์ อาการตากระตุกไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องเหนือธรรมชาติ หากแต่เป็นสัญญาณเล็ก ๆ ที่ร่างกายกำลังพยายามบอกว่า ถึงเวลาต้องพักและดูแลตัวเองแล้ว
อาการตากระตุก หรือการหดตัวของกล้ามเนื้อเปลือกตาโดยไม่ตั้งใจ มักเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาทีหรือเป็น ๆ หาย ๆ ตลอดทั้งวัน ส่วนใหญ่ไม่อันตรายและสามารถหายได้เอง แต่สิ่งที่แพทย์พบคือ หนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ "ความเครียด"
เมื่อร่างกายเผชิญกับความเครียด ไม่ว่าจะมาจากงาน การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือแรงกดดันในชีวิต สมองจะกระตุ้นต่อมหมวกไตให้หลั่ง "คอร์ติซอล" หรือที่หลายคนเรียกว่า "ฮอร์โมนความเครียด" มากขึ้น เพื่อเตรียมให้ร่างกายพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ แม้เราจะไม่ได้รู้สึกว่ากำลังเครียดอย่างชัดเจน แต่หากร่างกายอยู่ในภาวะตื่นตัวต่อเนื่องเป็นเวลานาน ระบบประสาทและกล้ามเนื้ออาจไวต่อการกระตุ้นมากขึ้น จนเกิดอาการตากระตุกได้
ความเครียดไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้เกิดอาการนี้ เพราะมักพบร่วมกับการนอนหลับไม่เพียงพอ การใช้สายตาต่อเนื่องหลายชั่วโมง การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์นานเกินไป การดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมาก รวมถึงความอ่อนล้าของร่างกาย ซึ่งล้วนทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาหดตัวผิดปกติได้
ข่าวดีคือ ตากระตุกส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรักษา เพียงลดความเครียด นอนหลับให้ได้วันละ 7-9 ชั่วโมง พักสายตาเป็นระยะ ลดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และดื่มน้ำให้เพียงพอ อาการก็มักจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน
อย่างไรก็ตาม หากตากระตุกต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ กระตุกรุนแรงจนเปลือกตาปิดเอง ลามไปยังกล้ามเนื้อส่วนอื่นของใบหน้า หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย เช่น หนังตาตก มองเห็นภาพซ้อน หรือแขนขาอ่อนแรง ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคทางระบบประสาทหรือความผิดปกติอื่นที่ต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม
ดังนั้น ครั้งต่อไปที่ตากระตุก แทนที่จะรีบค้นหาคำทำนายว่าโชคดีหรือโชคร้าย ลองถามตัวเองก่อนว่า ช่วงนี้นอนพอหรือไม่ เครียดเกินไปหรือเปล่า และได้พักสายตาบ้างหรือยัง เพราะบางครั้ง "ลางบอกเหตุ" ที่แท้จริง อาจไม่ใช่อนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่เป็นร่างกายที่กำลังส่งสัญญาณเตือนให้เราหันกลับมาดูแลสุขภาพของตัวเองมากกว่า
ที่มาข้อมูล : rama.mahidol.ac.th, โรงพยาบาลสมิติเวช
ที่มารูปภาพ : CANVA
เล่าเรื่องสุขภาพกายใจให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองที่ใกล้ตัวและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าการดูแลตัวเองไม่ต้องยาก แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวัน ที่สำคัญ อย่ารอทำตอนป่วย
