
ปัจจุบัน ยาในกลุ่ม GLP-1 กลายเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ทั้งในด้านการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และการควบคุมน้ำหนัก แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่า จุดเริ่มต้นของยาตัวนี้ที่จริงแล้ว มีความเกี่ยวข้องกับ "กิลา มอนสเตอร์" (Gila Monster) กิ้งก่าพิษที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทะเลทรายทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก
นักวิจัยได้ไปค้นพบสารสำคัญในน้ำลายของสัตว์ชนิดนี้ นำไปสู่การพัฒนายา GLP-1 รุ่นแรก และกลายเป็นรากฐานของยารักษาโรคอ้วนและเบาหวานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
สรุปข่าว
ปัจจุบัน ยาในกลุ่ม GLP-1 กลายเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ทั้งในด้านการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และการควบคุมน้ำหนัก แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่า จุดเริ่มต้นของยาตัวนี้ที่จริงแล้ว มีความเกี่ยวข้องกับ "กิลา มอนสเตอร์" (Gila Monster) กิ้งก่าพิษที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทะเลทรายทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก
นักวิจัยได้ไปค้นพบสารสำคัญในน้ำลายของสัตว์ชนิดนี้ นำไปสู่การพัฒนายา GLP-1 รุ่นแรก และกลายเป็นรากฐานของยารักษาโรคอ้วนและเบาหวานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
GLP-1 คืออะไร?
GLP-1 หรือ Glucagon-like Peptide-1 เป็นฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นตามธรรมชาติจากเซลล์ในลำไส้ เมื่อรับประทานอาหาร ฮอร์โมนชนิดนี้จะถูกหลั่งเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย ในประเทศไทยรู้จักและเรียกกันทั่วไปว่า ปากกาลดน้ำหนัก
หน้าที่สำคัญของ GLP-1 ได้แก่
- กระตุ้นการหลั่งอินซูลินเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง
- ลดการหลั่งกลูคากอน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้ตับปล่อยน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด
- ชะลอการล้างอาหารออกจากกระเพาะ ทำให้อิ่มนานขึ้น
- ส่งสัญญาณไปยังสมองเพื่อช่วยควบคุมความอยากอาหารและเพิ่มความรู้สึกอิ่ม
ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ GLP-1 จึงเป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนายาสำหรับรักษาโรคเบาหวานและโรคอ้วน
อย่างไรก็ตาม GLP-1 ที่ร่างกายผลิตขึ้นเองมีอายุสั้นมาก อยู่ในกระแสเลือดเพียงประมาณ 2 นาที ก่อนถูกเอนไซม์ทำลาย จึงไม่สามารถนำมาใช้เป็นยาเพื่อรักษาผู้ป่วยที่ภาวะโรคอ้วนและเบาหวาน ซึ่งไม่สามารถผลิตอินซูลินอย่างเป็นปกติได้โดยตรง
น้ำลายของกิ้งก่าพิษในทะเลทราย
ในช่วงทศวรรษ 1990 นักวิจัยนำโดย นพ.จอห์น อิง (John Eng) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ ได้ศึกษาสารประกอบในน้ำลายพิษของ กิลา มอนสเตอร์ และได้ค้นพบเปปไทด์ชนิดหนึ่งชื่อว่า "เอ็กเซนดิน-4" (Exendin-4)
สารชนิดนี้มีโครงสร้างคล้ายกับฮอร์โมน GLP-1 ของมนุษย์ แต่มีข้อได้เปรียบสำคัญคือ ทนต่อการถูกเอนไซม์ DPP-4 ทำลาย ทำให้คงอยู่ในร่างกายได้นานกว่า GLP-1 ตามธรรมชาติอย่างมาก
การค้นพบนี้จุดประกายให้นักวิทยาศาสตร์พัฒนายาที่เลียนแบบการทำงานของ GLP-1 แต่มีประสิทธิภาพและออกฤทธิ์ได้นานพอสำหรับการรักษาโรคในมนุษย์
กำเนิดยา GLP-1 ตัวแรกของโลก
จากการศึกษาสาร Exendin-4 นักวิจัยได้พัฒนายา "เอ็กเซนาไทด์" (Exenatide) ซึ่งเป็นยาในกลุ่ม GLP-1 Receptor Agonist ตัวแรกที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ในปี 2005 ภายใต้ชื่อการค้า Byetta
ผลการศึกษาพบว่ายาดังกล่าวสามารถ
- ลดระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ได้ประมาณ 0.8-1%
- ช่วยให้น้ำหนักตัวลดลงเฉลี่ย 2-3 กิโลกรัมภายใน 6 เดือน
ผลด้านการลดน้ำหนักถือเป็นสิ่งที่โดดเด่น เนื่องจากยารักษาเบาหวานหลายชนิดในอดีตกลับทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น
ความสำเร็จของเอ็กเซนาไทด์นำไปสู่การพัฒนายากลุ่ม GLP-1 รุ่นใหม่จำนวนมาก ทั้งสำหรับรักษาโรคเบาหวานและโรคอ้วน
ยา GLP-1 ตัวใดมาจากพิษกิลา มอนสเตอร์โดยตรง?
ปัจจุบันมียา GLP-1 ที่พัฒนาต่อยอดจาก Exendin-4 ซึ่งค้นพบในน้ำลายกิลา มอนสเตอร์โดยตรง ได้แก่
- Exenatide (Byetta)
- Exenatide Extended-Release (Bydureon และ Bydureon BCise)
ส่วนยา GLP-1 ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน เช่น
- Liraglutide (Victoza, Saxenda)
- Semaglutide (Ozempic, Wegovy, Rybelsus)
- Dulaglutide (Trulicity)
ยาทั้ง 3 ชนิดหลัง ไม่ได้สกัดมาจากพิษกิ้งก่าโดยตรง แต่เป็นยาที่พัฒนาจากโครงสร้าง GLP-1 ของมนุษย์ โดยอาศัยแนวคิดและความรู้ที่เกิดจากการค้นพบ Exendin-4 เป็นพื้นฐาน
นอกจากนี้ ยังมียารุ่นใหม่อย่าง Tirzepatide (Mounjaro, Zepbound) ซึ่งออกฤทธิ์ทั้งต่อฮอร์โมน GIP และ GLP-1 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมน้ำหนักและระดับน้ำตาลในเลือด
แม้ว่ายา GLP-1 รุ่นใหม่หลายชนิดจะไม่ได้มาจากพิษกิลา มอนสเตอร์โดยตรง แต่การค้นพบ Exendin-4 ในสัตว์ชนิดนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดประตูสู่การพัฒนายากลุ่มใหม่ ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพและการจัดการโรคเมตาบอลิกในปัจจุบัน
- รู้จัก ปากกาลดน้ำหนัก คืออะไร? ช่วยลดความอ้วนได้จริงไหม ปลอดภัยแค่ไหน
- ปากกาลดน้ำหนัก ฮิตทั่วโลก แพทย์เตือนอย่าซื้อมาใช้เอง
- วิจัยชี้คนมีภาวะโรคอ้วนควรออกกกำลังกายช่วงเย็น
- "นวัตกรรมไฮโดรเจลอัจฉริยะ" ตัวช่วยสมานแผลเบาหวานเรื้อรัง ลดความเสี่ยงการสูญเสียอวัยวะ
- เป็นเบาหวาน ควรออกกำลังกายเวลาไหน เช้า หรือ เย็น ดีกว่ากัน
ที่มาข้อมูล : nhm.ac.uk, U.S. Department of Veterans Affairs
ที่มารูปภาพ : nhm.ac.uk
เล่าเรื่องสุขภาพกายใจให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองที่ใกล้ตัวและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าการดูแลตัวเองไม่ต้องยาก แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวัน ที่สำคัญ อย่ารอทำตอนป่วย
