
สรุปข่าว
กลไกของน้ำตาลเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกย่อยที่ลำไส้เล็กเป็นกลูโคส แล้วถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ตับอ่อนหลั่งอินซูลินนำพากลูโคสเข้าสู่เซลล์ เซลล์เผาผลาญเป็นพลังงาน สมอง หัวใจ กล้ามเนื้อดึงเอาพลังงานไปใช้เลย น้ำตาลส่วนที่เกินจากการใช้งาน จะถูกเก็บไว้ที่กล้ามเนื้อ (ผลพวงจากกินน้ำตาลมากกว่า 6 ช้อนชาต่อวัน) จะถูกตับดึงไปเปลี่ยนเป็นไขมัน ไขมันเมื่อมากเกินจะไปสะสม ที่กล้ามเนื้อและพุง
แม้ว่าน้ำตาลจะให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ก็ไม่ควรกินน้ำตาลเพื่อเป็นแหล่งของพลังงาน เพราะถือว่าเป็นพลังงานที่ไม่ค่อยมีคุณค่า ซึ่งในวันหนึ่ง ๆ เรากินอาหารเข้าไปหลากหลายประเภท ทั้งแป้ง โปรตีน ไขมัน ซึ่งแล้วแต่เป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงทั้งสิ้น ดังนั้น การกินน้ำตาลมาก ๆ ไม่ว่าจะมาจากเครื่องดื่ม ขนมหวาน หรือจากน้ำตาลโดยตรง จะมีอันตรายต่อสุขภาพหลายประการ เช่น ทำให้ฟันผุ และการบริโภคน้ำตาลปริมาณสูงเป็นประจำ นำไปสู่การเพิ่มของน้ำหนักตัว และอ้วนในที่สุด
นโยบาย “หวานพอดีที่ 4 กรัม” จึงเป็นความสำคัญและจำเป็นที่ต้องการให้ทุกภาคส่วน ที่เกี่ยวข้องได้หันมาให้ตระหนักและให้ความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง ขณะที่ผู้บริโภคก็ต้องปรับพฤติกรรมเติมน้ำตาลในกาแฟหรือเครื่องดื่มแค่ 4 กรัม หรือลดการกินหวาน ก็จะช่วยสร้างสุขภาพดีให้กับตนเองได้ ทั้งนี้ กรมอนามัย ต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานทุกภาคส่วนได้ใส่ใจในการจัดอาหารว่างเพื่อสุขภาพ เนื่องจากส่วนใหญ่มักพบว่าอาหารว่างที่บริโภคเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงอุดมไปด้วยแป้งและคาร์โบไฮเดรต อาทิ ขนมปัง ขนมเค้กหน้าครีม เป็นต้น เมื่อกินในปริมาณที่มากเกินไปและขาดการออกกำลังกายเป็นประจำ ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนได้
.
- เด็กไทยอ้วนพุ่ง! ติดอันดับ 3 ของเอเชีย ห่วงกระทบระยะยาวคุณภาพชีวิต
- หญ้าหวาน สารทดแทนน้ำตาล หวานกว่าน้ำตาล 150 - 300 เท่า
- ร้อยละ 40 คนไทย มีภาวะน้ำหนักเกิน อ้วนลงพุง ส่งผลเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 220,000 ล้านบาท
- งานวิจัยชี้ อาหารน้ำตาล-ไขมันสูง ส่งผลเสียกับความจำ
- นักวิจัยชี้คุมอาหารคู่ออกกำลังกาย วิธีดีสุดแก้อ้วนลงพุงในเด็ก
- วิจัยชี้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล กระตุ้นให้อยากอาหารมากขึ้น
- แค่เปลี่ยนวิธีหายใจ น้ำตาลในเลือดก็ลด
ที่มาข้อมูล : -
TNNThailand