
สำหรับแฟนคลับแล้ว ความรักที่มีต่อศิลปินคนโปรดมักพาเราไปพบประสบการณ์ใหม่ ๆ มากมาย บางครั้งก็ทำเรื่องที่ไม่เคยคิดว่าจะทำ ตั้งแต่ซื้อของตาม ดูคลิปเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมรอยยิ้ม เก็บเงินหลายเดือนเพื่อบัตรคอนเสิร์ตใบเดียว (หรืออาจจะหลายใบ) ไปจนถึงเดินทางข้ามประเทศเพื่อไปพบคนที่เราชื่นชอบสักครั้งหนึ่งในชีวิต
สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติของคนที่เต็มไปด้วยความรักที่มีต่อศิลปินคนโปรด แต่…. เมื่อไหร่ที่ความรู้สึกนั้นก้าวข้ามไปสู่ความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เริ่มบงการชีวิตศิลปิน หรือลุกลามไปถึงขั้นคุกคาม ความรักนั้นจะแปรสภาพเป็นอาชญากรรมทันที
ซาแซงคืออะไร?
ในวงการ K-pop มีคำศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกแฟนคลับกลุ่มที่คลั่งไคล้จนเกินขอบเขตนี้ว่า “ซาแซง” (Sasaeng) คนกลุ่มนี้มักมีพฤติกรรมติดตามศิลปินอย่างหมกมุ่นเกินขอบเขตปกติ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสนับสนุนผลงาน แต่ลุกลามไปสู่การสอดส่องชีวิตส่วนตัว ตามตารางงานแบบใกล้ชิด โทรศัพท์รบกวน ส่งของไปถึงบ้าน หรือพยายามเข้าถึงพื้นที่ส่วนตัวของศิลปิน ในบางกรณีพฤติกรรมเหล่านี้รุนแรงถึงขั้นสะกดรอยตาม แอบถ่ายภาพ บุกเข้าที่พัก หรือหาข้อมูลส่วนตัวของศิลปินมาเผยแพร่
เปิดเคสตัวอย่างฟ้อง "ซาแซง"
ในอดีตกฎหมายเกาหลีอาจจะยังไม่มีบทลงโทษที่รุนแรงพอสำหรับการคุกคามความเป็นส่วนตัว แต่ปัจจุบันค่ายบันเทิงและเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างใช้มาตรการ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" จนมีผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีจริงแล้วหลายราย เช่น
-ซาแซง จองกุก BTS ถูกจำคุก 1 ปี
หนึ่งในคดีที่ได้รับความสนใจคือกรณีหญิงชาวบราซิลที่หมกมุ่นกับ จองกุก สมาชิกวง BTS อย่างหนัก เธอแฝงตัวตามคนส่งอาหารเข้าบ้านของจองกุก ทิ้งจดหมายและรูปภาพไว้หน้าบ้านและที่พีคที่สุดคือการกดกริ่งหน้าบ้านซ้ำๆ ถึง 133 ครั้ง โดยไม่สนใจคำเตือนหรือคำสั่งห้ามของตำรวจ จนท้ายที่สุดศาลเกาหลีใต้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี โดยให้รอลงอาญา 2 ปี และยังมีโอกาสถูกเนรเทศออกจากประเทศอีกด้วย
-คิมแจจุง ประกาศสงครามกับ "แท็กซี่ซาแซง"
หลังจากทนทุกข์ทรมานกับการถูกตามล่าชีวิตส่วนตัวมานานกว่า 20 ปี ตั้งแต่สมัยเดบิวต์กับวง TVXQ ในปี 2003 คิมแจจุง ได้ตัดสินใจรวบรวมหลักฐานจากกล้องวงจรปิดเพื่อฟ้องร้องกลุ่ม "แท็กซี่ส่วนบุคคล" เนื่องจากเขาถูกแฟนคลับบางกลุ่มจ้างแท็กซี่ติดตามตลอดเวลา จนต้องรวบรวมหลักฐานและดำเนินคดีทางกฎหมายด้วยตัวเอง
แท็กซี่กลุ่มนี้ทำงานกันเป็นขบวนการและใช้สารพัดเครื่องมือสื่อสารเช่นวิทยุสื่อสารในการดักทาง ซึ่งทางทนายความระบุว่าคนขับแท็กซี่เหล่านี้เข้าข่ายมีความผิดทางกฎหมายฐานสนับสนุนการสะกดรอยตาม
-NCT และ ENHYPEN ถูกบุกรุกหอพัก
NCT รวมถึงวง ENHYPEN ก็เคยเจอซาแซงแอบบุกรุกเข้าไปในโรงแรมที่พักระหว่างทัวร์คอนเสิร์ตต่างประเทศ แถมยังนึกสนุกแอบเข้าไปในห้องส่วนตัวเพื่อถ่ายรูป โทรศัพท์หาศิลปินไม่หยุดหย่อน ซึ่งสุดท้ายทางค่ายได้ประสานงานกับตำรวจเพื่อดำเนินคดีข้อหาบุกรุกอย่างถึงที่สุด
สรุปข่าว
สำหรับแฟนคลับแล้ว ความรักที่มีต่อศิลปินคนโปรดมักพาเราไปพบประสบการณ์ใหม่ ๆ มากมาย บางครั้งก็ทำเรื่องที่ไม่เคยคิดว่าจะทำ ตั้งแต่ซื้อของตาม ดูคลิปเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมรอยยิ้ม เก็บเงินหลายเดือนเพื่อบัตรคอนเสิร์ตใบเดียว (หรืออาจจะหลายใบ) ไปจนถึงเดินทางข้ามประเทศเพื่อไปพบคนที่เราชื่นชอบสักครั้งหนึ่งในชีวิต
สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติของคนที่เต็มไปด้วยความรักที่มีต่อศิลปินคนโปรด แต่…. เมื่อไหร่ที่ความรู้สึกนั้นก้าวข้ามไปสู่ความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เริ่มบงการชีวิตศิลปิน หรือลุกลามไปถึงขั้นคุกคาม ความรักนั้นจะแปรสภาพเป็นอาชญากรรมทันที
ซาแซงคืออะไร?
ในวงการ K-pop มีคำศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกแฟนคลับกลุ่มที่คลั่งไคล้จนเกินขอบเขตนี้ว่า “ซาแซง” (Sasaeng) คนกลุ่มนี้มักมีพฤติกรรมติดตามศิลปินอย่างหมกมุ่นเกินขอบเขตปกติ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสนับสนุนผลงาน แต่ลุกลามไปสู่การสอดส่องชีวิตส่วนตัว ตามตารางงานแบบใกล้ชิด โทรศัพท์รบกวน ส่งของไปถึงบ้าน หรือพยายามเข้าถึงพื้นที่ส่วนตัวของศิลปิน ในบางกรณีพฤติกรรมเหล่านี้รุนแรงถึงขั้นสะกดรอยตาม แอบถ่ายภาพ บุกเข้าที่พัก หรือหาข้อมูลส่วนตัวของศิลปินมาเผยแพร่
เปิดเคสตัวอย่างฟ้อง "ซาแซง"
ในอดีตกฎหมายเกาหลีอาจจะยังไม่มีบทลงโทษที่รุนแรงพอสำหรับการคุกคามความเป็นส่วนตัว แต่ปัจจุบันค่ายบันเทิงและเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างใช้มาตรการ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" จนมีผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีจริงแล้วหลายราย เช่น
-ซาแซง จองกุก BTS ถูกจำคุก 1 ปี
หนึ่งในคดีที่ได้รับความสนใจคือกรณีหญิงชาวบราซิลที่หมกมุ่นกับ จองกุก สมาชิกวง BTS อย่างหนัก เธอแฝงตัวตามคนส่งอาหารเข้าบ้านของจองกุก ทิ้งจดหมายและรูปภาพไว้หน้าบ้านและที่พีคที่สุดคือการกดกริ่งหน้าบ้านซ้ำๆ ถึง 133 ครั้ง โดยไม่สนใจคำเตือนหรือคำสั่งห้ามของตำรวจ จนท้ายที่สุดศาลเกาหลีใต้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี โดยให้รอลงอาญา 2 ปี และยังมีโอกาสถูกเนรเทศออกจากประเทศอีกด้วย
-คิมแจจุง ประกาศสงครามกับ "แท็กซี่ซาแซง"
หลังจากทนทุกข์ทรมานกับการถูกตามล่าชีวิตส่วนตัวมานานกว่า 20 ปี ตั้งแต่สมัยเดบิวต์กับวง TVXQ ในปี 2003 คิมแจจุง ได้ตัดสินใจรวบรวมหลักฐานจากกล้องวงจรปิดเพื่อฟ้องร้องกลุ่ม "แท็กซี่ส่วนบุคคล" เนื่องจากเขาถูกแฟนคลับบางกลุ่มจ้างแท็กซี่ติดตามตลอดเวลา จนต้องรวบรวมหลักฐานและดำเนินคดีทางกฎหมายด้วยตัวเอง
แท็กซี่กลุ่มนี้ทำงานกันเป็นขบวนการและใช้สารพัดเครื่องมือสื่อสารเช่นวิทยุสื่อสารในการดักทาง ซึ่งทางทนายความระบุว่าคนขับแท็กซี่เหล่านี้เข้าข่ายมีความผิดทางกฎหมายฐานสนับสนุนการสะกดรอยตาม
-NCT และ ENHYPEN ถูกบุกรุกหอพัก
NCT รวมถึงวง ENHYPEN ก็เคยเจอซาแซงแอบบุกรุกเข้าไปในโรงแรมที่พักระหว่างทัวร์คอนเสิร์ตต่างประเทศ แถมยังนึกสนุกแอบเข้าไปในห้องส่วนตัวเพื่อถ่ายรูป โทรศัพท์หาศิลปินไม่หยุดหย่อน ซึ่งสุดท้ายทางค่ายได้ประสานงานกับตำรวจเพื่อดำเนินคดีข้อหาบุกรุกอย่างถึงที่สุด
กฎหมายเกาหลีเอาจริงกับการสะกดรอย
ปัจจุบันเกาหลีมีกฎหมายต่อต้านการสะกดรอยและคุกคาม (Stalking) ที่เข้มงวดมากขึ้น โดยการติดตาม รบกวน หรือคุกคามบุคคลซ้ำ ๆ จนทำให้อีกฝ่ายเกิดความหวาดกลัวหรือรู้สึกไม่ปลอดภัย อาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาได้
ผู้กระทำผิดอาจถูกลงโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30 ล้านวอน (ราว 7 แสนบาท) นอกจากนี้ ผู้เสียหายยังสามารถขอคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินจากศาล เพื่อห้ามผู้กระทำความผิดเข้าใกล้ในระยะ 100 เมตร รวมถึงห้ามเข้าใกล้ที่พัก สถานที่ทำงาน หรือพื้นที่ส่วนตัวอื่น ๆ ได้ทันที หากฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวจะต้องเผชิญบทลงโทษที่รุนแรงยิ่งขึ้น
ดังนั้นการเป็นแฟนคลับที่ดี ไม่ใช่การเข้าไปอยู่ในชีวิตของศิลปิน แต่คือการเคารพพื้นที่ส่วนตัวของพวกเขา และส่งต่อกำลังใจให้พวกเขาในแบบที่ไม่รบกวนชีวิตส่วนตัว
- แฟนด้อมสร้างชาติ! วง "BTS" ทำได้อย่างไร? ดันเศรษฐกิจเกาหลีใต้พุ่งพันล้านเหรียญ
- สรุปปัญหากดบัตร BTS วันแรก เว็บล่ม-จ่ายเงินไม่ได้ พร้อมเช็กวันกดรอบต่อไป
- BTS กดบัตรวันแรก ทำ #BTS_WORLDTOUR_BANGKOK ขึ้นเทรนด์อันดับ 1
- "BTS" ฟื้นท่องเที่ยวเกาหลีใต้ คัมแบค รอบ 4 ปี จัดคอนเสิร์ตใหญ่ สร้างเงินสะพัด-ต่างชาติพุ่ง ถอดรหัสความสำเร็จที่มากกว่ากระแส KPOP
- คอนเสิร์ต BTS 2026 ในไทยเปิดขายบัตรวันไหน? ส่องรายละเอียดเวิลด์ทัวร์ที่ทุกคนรอคอย!
ที่มาข้อมูล : CNN
ที่มารูปภาพ : Gemini AI generated
