"ซาแซง" คลั่งเกินเบอร์ก็เจอคุกได้ ตอกย้ำรักเกินไปก็ผิดกฎหมายได้เหมือนกัน

Share on Line Share on Facebook Share on X
 "ซาแซง" คลั่งเกินเบอร์ก็เจอคุกได้ ตอกย้ำรักเกินไปก็ผิดกฎหมายได้เหมือนกัน

สำหรับแฟนคลับแล้ว ความรักที่มีต่อศิลปินคนโปรดมักพาเราไปพบประสบการณ์ใหม่ ๆ มากมาย บางครั้งก็ทำเรื่องที่ไม่เคยคิดว่าจะทำ ตั้งแต่ซื้อของตาม ดูคลิปเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมรอยยิ้ม เก็บเงินหลายเดือนเพื่อบัตรคอนเสิร์ตใบเดียว (หรืออาจจะหลายใบ) ไปจนถึงเดินทางข้ามประเทศเพื่อไปพบคนที่เราชื่นชอบสักครั้งหนึ่งในชีวิต 

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติของคนที่เต็มไปด้วยความรักที่มีต่อศิลปินคนโปรด แต่…. เมื่อไหร่ที่ความรู้สึกนั้นก้าวข้ามไปสู่ความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เริ่มบงการชีวิตศิลปิน หรือลุกลามไปถึงขั้นคุกคาม ความรักนั้นจะแปรสภาพเป็นอาชญากรรมทันที

ซาแซงคืออะไร?

ในวงการ K-pop มีคำศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกแฟนคลับกลุ่มที่คลั่งไคล้จนเกินขอบเขตนี้ว่า “ซาแซง” (Sasaeng)   คนกลุ่มนี้มักมีพฤติกรรมติดตามศิลปินอย่างหมกมุ่นเกินขอบเขตปกติ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสนับสนุนผลงาน แต่ลุกลามไปสู่การสอดส่องชีวิตส่วนตัว ตามตารางงานแบบใกล้ชิด โทรศัพท์รบกวน ส่งของไปถึงบ้าน หรือพยายามเข้าถึงพื้นที่ส่วนตัวของศิลปิน ในบางกรณีพฤติกรรมเหล่านี้รุนแรงถึงขั้นสะกดรอยตาม แอบถ่ายภาพ บุกเข้าที่พัก หรือหาข้อมูลส่วนตัวของศิลปินมาเผยแพร่ 

เปิดเคสตัวอย่างฟ้อง "ซาแซง"  

ในอดีตกฎหมายเกาหลีอาจจะยังไม่มีบทลงโทษที่รุนแรงพอสำหรับการคุกคามความเป็นส่วนตัว แต่ปัจจุบันค่ายบันเทิงและเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างใช้มาตรการ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" จนมีผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีจริงแล้วหลายราย เช่น

-ซาแซง จองกุก BTS  ถูกจำคุก 1 ปี

 หนึ่งในคดีที่ได้รับความสนใจคือกรณีหญิงชาวบราซิลที่หมกมุ่นกับ จองกุก สมาชิกวง BTS อย่างหนัก เธอแฝงตัวตามคนส่งอาหารเข้าบ้านของจองกุก ทิ้งจดหมายและรูปภาพไว้หน้าบ้านและที่พีคที่สุดคือการกดกริ่งหน้าบ้านซ้ำๆ ถึง 133 ครั้ง โดยไม่สนใจคำเตือนหรือคำสั่งห้ามของตำรวจ   จนท้ายที่สุดศาลเกาหลีใต้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี โดยให้รอลงอาญา 2 ปี และยังมีโอกาสถูกเนรเทศออกจากประเทศอีกด้วย

-คิมแจจุง ประกาศสงครามกับ "แท็กซี่ซาแซง" 

หลังจากทนทุกข์ทรมานกับการถูกตามล่าชีวิตส่วนตัวมานานกว่า 20 ปี ตั้งแต่สมัยเดบิวต์กับวง TVXQ  ในปี 2003  คิมแจจุง ได้ตัดสินใจรวบรวมหลักฐานจากกล้องวงจรปิดเพื่อฟ้องร้องกลุ่ม "แท็กซี่ส่วนบุคคล" เนื่องจากเขาถูกแฟนคลับบางกลุ่มจ้างแท็กซี่ติดตามตลอดเวลา จนต้องรวบรวมหลักฐานและดำเนินคดีทางกฎหมายด้วยตัวเอง 

แท็กซี่กลุ่มนี้ทำงานกันเป็นขบวนการและใช้สารพัดเครื่องมือสื่อสารเช่นวิทยุสื่อสารในการดักทาง ซึ่งทางทนายความระบุว่าคนขับแท็กซี่เหล่านี้เข้าข่ายมีความผิดทางกฎหมายฐานสนับสนุนการสะกดรอยตาม

-NCT และ ENHYPEN ถูกบุกรุกหอพัก 

NCT รวมถึงวง ENHYPEN ก็เคยเจอซาแซงแอบบุกรุกเข้าไปในโรงแรมที่พักระหว่างทัวร์คอนเสิร์ตต่างประเทศ แถมยังนึกสนุกแอบเข้าไปในห้องส่วนตัวเพื่อถ่ายรูป โทรศัพท์หาศิลปินไม่หยุดหย่อน ซึ่งสุดท้ายทางค่ายได้ประสานงานกับตำรวจเพื่อดำเนินคดีข้อหาบุกรุกอย่างถึงที่สุด




  


สรุปข่าว

-"ซาแซง" พฤติกรรมการติดตามและคุกคามศิลปินเกินขอบเขต ซึ่งปัจจุบันเกาหลีมีบทลงโทษทางกฎหมายที่ชัดเจนและเข้มงวดมากขึ้นในการจัดการผู้กระทำผิด -ท้ายที่สุดแล้ว การเป็นแฟนคลับที่ดีไม่ใช่การเข้าไปก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของศิลปิน แต่คือการเคารพขอบเขตและสนับสนุนพวกเขาอย่างเหมาะสมและจริงใจ

สำหรับแฟนคลับแล้ว ความรักที่มีต่อศิลปินคนโปรดมักพาเราไปพบประสบการณ์ใหม่ ๆ มากมาย บางครั้งก็ทำเรื่องที่ไม่เคยคิดว่าจะทำ ตั้งแต่ซื้อของตาม ดูคลิปเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมรอยยิ้ม เก็บเงินหลายเดือนเพื่อบัตรคอนเสิร์ตใบเดียว (หรืออาจจะหลายใบ) ไปจนถึงเดินทางข้ามประเทศเพื่อไปพบคนที่เราชื่นชอบสักครั้งหนึ่งในชีวิต 

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติของคนที่เต็มไปด้วยความรักที่มีต่อศิลปินคนโปรด แต่…. เมื่อไหร่ที่ความรู้สึกนั้นก้าวข้ามไปสู่ความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เริ่มบงการชีวิตศิลปิน หรือลุกลามไปถึงขั้นคุกคาม ความรักนั้นจะแปรสภาพเป็นอาชญากรรมทันที

ซาแซงคืออะไร?

ในวงการ K-pop มีคำศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกแฟนคลับกลุ่มที่คลั่งไคล้จนเกินขอบเขตนี้ว่า “ซาแซง” (Sasaeng)   คนกลุ่มนี้มักมีพฤติกรรมติดตามศิลปินอย่างหมกมุ่นเกินขอบเขตปกติ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสนับสนุนผลงาน แต่ลุกลามไปสู่การสอดส่องชีวิตส่วนตัว ตามตารางงานแบบใกล้ชิด โทรศัพท์รบกวน ส่งของไปถึงบ้าน หรือพยายามเข้าถึงพื้นที่ส่วนตัวของศิลปิน ในบางกรณีพฤติกรรมเหล่านี้รุนแรงถึงขั้นสะกดรอยตาม แอบถ่ายภาพ บุกเข้าที่พัก หรือหาข้อมูลส่วนตัวของศิลปินมาเผยแพร่ 

เปิดเคสตัวอย่างฟ้อง "ซาแซง"  

ในอดีตกฎหมายเกาหลีอาจจะยังไม่มีบทลงโทษที่รุนแรงพอสำหรับการคุกคามความเป็นส่วนตัว แต่ปัจจุบันค่ายบันเทิงและเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างใช้มาตรการ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" จนมีผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีจริงแล้วหลายราย เช่น

-ซาแซง จองกุก BTS  ถูกจำคุก 1 ปี

 หนึ่งในคดีที่ได้รับความสนใจคือกรณีหญิงชาวบราซิลที่หมกมุ่นกับ จองกุก สมาชิกวง BTS อย่างหนัก เธอแฝงตัวตามคนส่งอาหารเข้าบ้านของจองกุก ทิ้งจดหมายและรูปภาพไว้หน้าบ้านและที่พีคที่สุดคือการกดกริ่งหน้าบ้านซ้ำๆ ถึง 133 ครั้ง โดยไม่สนใจคำเตือนหรือคำสั่งห้ามของตำรวจ   จนท้ายที่สุดศาลเกาหลีใต้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี โดยให้รอลงอาญา 2 ปี และยังมีโอกาสถูกเนรเทศออกจากประเทศอีกด้วย

-คิมแจจุง ประกาศสงครามกับ "แท็กซี่ซาแซง" 

หลังจากทนทุกข์ทรมานกับการถูกตามล่าชีวิตส่วนตัวมานานกว่า 20 ปี ตั้งแต่สมัยเดบิวต์กับวง TVXQ  ในปี 2003  คิมแจจุง ได้ตัดสินใจรวบรวมหลักฐานจากกล้องวงจรปิดเพื่อฟ้องร้องกลุ่ม "แท็กซี่ส่วนบุคคล" เนื่องจากเขาถูกแฟนคลับบางกลุ่มจ้างแท็กซี่ติดตามตลอดเวลา จนต้องรวบรวมหลักฐานและดำเนินคดีทางกฎหมายด้วยตัวเอง 

แท็กซี่กลุ่มนี้ทำงานกันเป็นขบวนการและใช้สารพัดเครื่องมือสื่อสารเช่นวิทยุสื่อสารในการดักทาง ซึ่งทางทนายความระบุว่าคนขับแท็กซี่เหล่านี้เข้าข่ายมีความผิดทางกฎหมายฐานสนับสนุนการสะกดรอยตาม

-NCT และ ENHYPEN ถูกบุกรุกหอพัก 

NCT รวมถึงวง ENHYPEN ก็เคยเจอซาแซงแอบบุกรุกเข้าไปในโรงแรมที่พักระหว่างทัวร์คอนเสิร์ตต่างประเทศ แถมยังนึกสนุกแอบเข้าไปในห้องส่วนตัวเพื่อถ่ายรูป โทรศัพท์หาศิลปินไม่หยุดหย่อน ซึ่งสุดท้ายทางค่ายได้ประสานงานกับตำรวจเพื่อดำเนินคดีข้อหาบุกรุกอย่างถึงที่สุด




  


กฎหมายเกาหลีเอาจริงกับการสะกดรอย

ปัจจุบันเกาหลีมีกฎหมายต่อต้านการสะกดรอยและคุกคาม (Stalking) ที่เข้มงวดมากขึ้น โดยการติดตาม รบกวน หรือคุกคามบุคคลซ้ำ ๆ จนทำให้อีกฝ่ายเกิดความหวาดกลัวหรือรู้สึกไม่ปลอดภัย อาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาได้

ผู้กระทำผิดอาจถูกลงโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30 ล้านวอน (ราว 7 แสนบาท) นอกจากนี้ ผู้เสียหายยังสามารถขอคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินจากศาล เพื่อห้ามผู้กระทำความผิดเข้าใกล้ในระยะ 100 เมตร รวมถึงห้ามเข้าใกล้ที่พัก  สถานที่ทำงาน หรือพื้นที่ส่วนตัวอื่น ๆ ได้ทันที หากฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวจะต้องเผชิญบทลงโทษที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ดังนั้นการเป็นแฟนคลับที่ดี ไม่ใช่การเข้าไปอยู่ในชีวิตของศิลปิน แต่คือการเคารพพื้นที่ส่วนตัวของพวกเขา และส่งต่อกำลังใจให้พวกเขาในแบบที่ไม่รบกวนชีวิตส่วนตัว

ที่มาข้อมูล : CNN

ที่มารูปภาพ : Gemini AI generated

แท็กบทความ