ศาลสั่งจับกุม "คิมเซอี" ข้อหาหมิ่นประมาท "คิมซูฮยอน"

Share on Line Share on Facebook Share on X
ศาลสั่งจับกุม "คิมเซอี" ข้อหาหมิ่นประมาท "คิมซูฮยอน"

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา ศาลกลางกรุงโซลได้มีคำสั่งอนุมัติออกหมายจับและควบคุมตัว  คิมเซอี ในข้อหาละเมิดกฎหมายพิเศษว่าด้วย   ความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเพศและการเผยแพร่ภาพถ่าย/สื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงข้อหาหมิ่นประมาทอย่างรุนแรง

ทางศาลระบุเหตุผลในการตัดสินใจสั่งกักขังควบคุมตัวในครั้งนี้ว่ามีความเสี่ยงต่อการทำลายหลักฐานและอาจหลบหนี  

 


สรุปข่าว

ศาลกลางกรุงโซลอนุมัติหมายจับ คิมเซอี ในข้อหาหมิ่นประมาทและละเมิดกฎหมายอาชญากรรมทางเพศ จากกรณีอ้างว่าคิมซูฮยอนเคยคบหากับคิมแซรนตั้งแต่ฝ่ายหญิงยังไม่บรรลุนิติภาวะ

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา ศาลกลางกรุงโซลได้มีคำสั่งอนุมัติออกหมายจับและควบคุมตัว  คิมเซอี ในข้อหาละเมิดกฎหมายพิเศษว่าด้วย   ความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเพศและการเผยแพร่ภาพถ่าย/สื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงข้อหาหมิ่นประมาทอย่างรุนแรง

ทางศาลระบุเหตุผลในการตัดสินใจสั่งกักขังควบคุมตัวในครั้งนี้ว่ามีความเสี่ยงต่อการทำลายหลักฐานและอาจหลบหนี  

 


ต้นตอของคดีนี้มาจากการที่คิมเซอีเผยแพร่ข้อมูลผ่าน YouTube และงานแถลงข่าว โดยอ้างว่า คิมซูฮยอน เคยคบหากับ คิมแซรน ตั้งแต่ฝ่ายหญิงยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมถึงกล่าวหาว่าแรงกดดันเรื่องหนี้สินจากฝั่งคิมซูฮยอนเป็นหนึ่งในสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของคิมแซรน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังระบุว่ามีการใช้เทคโนโลยี AI สร้างหรือดัดแปลงเสียงของคิมแซรนเพื่อประกอบเนื้อหาที่เผยแพร่ ซึ่งกลายเป็นอีกประเด็นสำคัญในการสืบสวน เพราะเข้าข่ายการสร้างข้อมูลเท็จและกระทบต่อชื่อเสียงของผู้อื่น

แม้ก่อนหน้านี้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์แห่งชาติของเกาหลีจะเคยให้ผลตรวจว่าไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจนว่าไฟล์เสียงดังกล่าวถูกสร้างด้วย AI หรือไม่ แต่ตำรวจยังคงเดินหน้าสอบสวนต่อพร้อมมองว่าข้อมูลหลายส่วนที่ถูกเผยแพร่มีลักษณะถูกดัดแปลงหรือประกอบขึ้นใหม่

ในระหว่างเดินทางมาศาลเพื่อรับการพิจารณาหมายจับ คิมเซอียังคงยืนยันว่าตัวเองบริสุทธิ์และไม่ยอมรับทุกข้อกล่าวหา พร้อมประกาศว่าจะดำเนินคดีกลับเจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการที่เกี่ยวข้องด้วย

อย่างไรก็ตาม หลังการพิจารณาศาลได้มีคำสั่งอนุมัติหมายจับอย่างเป็นทางการ  



ที่มาข้อมูล : news.kbs.co.kr

ที่มารูปภาพ : Garo Sero Institute , Gold Medalist