โลกร้อนปลุกมาลาเรีย! เสี่ยงระบาดหนักทั่วเอเชีย

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกร้อนปลุกมาลาเรีย!  เสี่ยงระบาดหนักทั่วเอเชีย

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลายเป็นภัยคุกคามต่อความพยายามกำจัดโรคมาลาเรียในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หลังพบว่าภัยพิบัติจากสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งน้ำท่วมและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง กำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค นักวิจัยเตือนว่า ความก้าวหน้าในการควบคุมโรคที่ใช้เวลาสั่งสมมานานหลายสิบปี อาจถูกทำลายลงหากไม่มีมาตรการรับมือที่เหมาะสม

ทีมนักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายจากหลากหลายสาขา เปิดเผยผลการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบต่อการควบคุมโรคมาลาเรียในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายพื้นที่มีรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเทศปากีสถานที่พบผู้ป่วยมาลาเรียเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังเผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2565

สรุปข่าว

“โลกร้อน” คุกคามเอเชียแปซิฟิก เสี่ยงโรคมาลาเรียกลับมาระบาดรุนแรง ภัยน้ำท่วมและสภาพอากาศสุดขั้ว ทำผู้ป่วยเพิ่มขึ้น กระทบระบบสาธารณสุข นักวิจัยเตือน ความพยายามกำจัดมาลาเรียหลายสิบปีอาจสูญเปล่า หากไม่เร่งรับมือ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลายเป็นภัยคุกคามต่อความพยายามกำจัดโรคมาลาเรียในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หลังพบว่าภัยพิบัติจากสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งน้ำท่วมและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง กำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค นักวิจัยเตือนว่า ความก้าวหน้าในการควบคุมโรคที่ใช้เวลาสั่งสมมานานหลายสิบปี อาจถูกทำลายลงหากไม่มีมาตรการรับมือที่เหมาะสม

ทีมนักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายจากหลากหลายสาขา เปิดเผยผลการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบต่อการควบคุมโรคมาลาเรียในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายพื้นที่มีรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเทศปากีสถานที่พบผู้ป่วยมาลาเรียเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังเผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2565

ที่ผ่านมา งานวิจัยและมาตรการปรับตัวส่วนใหญ่มุ่งเน้นผลกระทบจากอุณหภูมิโลกที่ค่อย ๆ สูงขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลแพร่ระบาดของโรค แต่ยังอาจไม่ครอบคลุมผลกระทบฉับพลันจากภัยพิบัติที่ทำให้ระบบสาธารณสุขหยุดชะงัก

นักวิจัยอธิบายว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ได้ส่งผลต่อการแพร่ระบาดของยุงพาหะเพียงอย่างเดียว แต่ยังสร้างผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทั้งความเสียหายต่อสถานพยาบาล การเข้าถึงบริการรักษาโรคที่ยากลำบาก การอพยพย้ายถิ่นฐานของประชาชน และการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ซึ่งล้วนเพิ่มความท้าทายในการควบคุมโรคมาลาเรีย

ทีมวิจัยจึงเสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานสาธารณสุขบูรณาการมาตรการควบคุมโรคมาลาเรียเข้ากับแผนรับมือภัยพิบัติ พร้อมปรับวิธีควบคุมยุงพาหะให้เหมาะสมกับกลุ่มประชาชนที่ต้องอพยพจากภัยธรรมชาติ

นอกจากนี้ ยังเสนอให้เพิ่มความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ เชื่อมโยงระบบเตือนภัยล่วงหน้าเข้ากับมาตรการป้องกันเชิงรุก และนำข้อมูลการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินมาช่วยเฝ้าระวังความเสี่ยงของโรค

โดยการนำความก้าวหน้าด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศ ระบบเฝ้าระวังโรคแบบดิจิทัล และความร่วมมือของชุมชนมาใช้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันการกลับมาระบาดของโรคมาลาเรีย

นักวิจัยเตือนว่า การกำจัดโรคมาลาเรียในเอเชียแปซิฟิกไม่สามารถพึ่งพาเพียงการคาดการณ์ผลกระทบจากโลกร้อนในระยะยาวได้อีกต่อไป แต่ต้องเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติและความเสียหายต่อระบบสาธารณสุขที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เพราะหากปรับตัวไม่ทัน วิกฤตสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ความพยายามกำจัดโรคมาลาเรียที่ดำเนินมานานหลายสิบปีต้องถอยหลังลงอีกครั้ง

ที่มาข้อมูล : nature.com

ที่มารูปภาพ : Reuters