โลกร้อน บีบค้างคาวจนมุม! หนีไปไหนก็ไร้บ้าน

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกร้อน  บีบค้างคาวจนมุม!  หนีไปไหนก็ไร้บ้าน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังคุกคามสัตว์ป่าทั่วโลก และหนึ่งในสัตว์ที่อาจได้รับผลกระทบอย่างหนักคือค้างคาวในทวีปแอฟริกา งานวิจัยล่าสุดพบว่า ภาวะโลกร้อนอาจทำให้พื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของค้างคาวลดลงมากถึง 64% ภายในช่วงปี 2061–2080 ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ แม้ค้างคาวจะสามารถย้ายไปยังพื้นที่ที่มีอุณหภูมิและปริมาณฝนเหมาะสมได้ แต่พื้นที่เหล่านั้นอาจไม่มีถ้ำให้พวกมันอยู่อาศัย กลายเป็นภัยคุกคามซ้ำซ้อนที่อาจทำให้ค้างคาวหลายชนิดเผชิญความยากลำบากในการอยู่รอด

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิตวอเตอร์สแรนด์ ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ถือเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อสัตว์ป่า โดยเฉพาะค้างคาวที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อม เนื่องจากมีอัตราการสืบพันธุ์ค่อนข้างต่ำ ต้องพึ่งพาแหล่งพักอาศัยที่มีสภาพคงที่ และได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลต่อจำนวนแมลงที่เป็นอาหารหลัก

สรุปข่าว

โลกร้อนคุกคาม “ค้างคาวแอฟริกา” วิจัยชี้พื้นที่อยู่อาศัยอาจหายไปกว่า 60% ภายในปี 2080 แม้ค้างคาวจะอพยพหนีอากาศร้อนได้ แต่พื้นที่ใหม่อาจไม่มีถ้ำเหมาะสมสำหรับอยู่อาศัยและขยายพันธุ์ เสี่ยงกระทบต่อการอยู่รอด นักวิจัยเรียกร้องให้เร่งอนุรักษ์ถ้ำและเชื่อมต่อผืนป่าธรรมชาติ เพื่อช่วยให้ค้างคาวปรับตัวและอยู่รอดท่ามกลางวิกฤตโลกร้อน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังคุกคามสัตว์ป่าทั่วโลก และหนึ่งในสัตว์ที่อาจได้รับผลกระทบอย่างหนักคือค้างคาวในทวีปแอฟริกา งานวิจัยล่าสุดพบว่า ภาวะโลกร้อนอาจทำให้พื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของค้างคาวลดลงมากถึง 64% ภายในช่วงปี 2061–2080 ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ แม้ค้างคาวจะสามารถย้ายไปยังพื้นที่ที่มีอุณหภูมิและปริมาณฝนเหมาะสมได้ แต่พื้นที่เหล่านั้นอาจไม่มีถ้ำให้พวกมันอยู่อาศัย กลายเป็นภัยคุกคามซ้ำซ้อนที่อาจทำให้ค้างคาวหลายชนิดเผชิญความยากลำบากในการอยู่รอด

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิตวอเตอร์สแรนด์ ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ถือเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อสัตว์ป่า โดยเฉพาะค้างคาวที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อม เนื่องจากมีอัตราการสืบพันธุ์ค่อนข้างต่ำ ต้องพึ่งพาแหล่งพักอาศัยที่มีสภาพคงที่ และได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลต่อจำนวนแมลงที่เป็นอาหารหลัก

นักวิจัยศึกษาค้างคาวนิ้วยาวในวงศ์ Miniopteridae ซึ่งพบกระจายอยู่ทั่วทวีปแอฟริกาและต้องพึ่งพาถ้ำเป็นแหล่งพักอาศัย โดยนำข้อมูลการพบค้างคาว 551 รายการจากพื้นที่แอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา มาวิเคราะห์ร่วมกับแบบจำลองสภาพภูมิอากาศในอนาคต เพื่อประเมินว่าพื้นที่ใดจะยังเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของค้างคาวภายใต้สถานการณ์ที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น

ผลการศึกษาพบว่า ในช่วงปี 2061–2080 พื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศเหมาะสมต่อค้างคาวกลุ่มนี้อาจลดลงประมาณ 36–64% ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในอนาคต โดยพื้นที่ที่ยังเหมาะสมส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา พื้นที่สูงทางตะวันออก และเกาะมาดากัสการ์

อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะนักวิจัยนำข้อมูลพื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศเหมาะสมมาเปรียบเทียบกับตำแหน่งของถ้ำและภูมิประเทศที่เป็นโขดหิน กลับพบผลลัพธ์ที่น่ากังวล เพราะมีเพียงประมาณ 5% ของพื้นที่ที่มีถ้ำเหมาะสมเท่านั้น ที่คาดว่าจะยังมีสภาพภูมิอากาศเอื้อต่อการดำรงชีวิตของค้างคาว และเมื่อพิจารณาความเปราะบางของพื้นที่โดยรอบต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต สัดส่วนดังกล่าวจะลดลงเหลือเพียงประมาณ 2%

นั่นหมายความว่า แม้ค้างคาวจะสามารถเคลื่อนย้ายเพื่อหลบหนีจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นได้ แต่ก็อาจไม่สามารถหาถ้ำที่เหมาะสมสำหรับพักอาศัยและขยายพันธุ์ได้

นอกจากนี้ ค้างคาวบางชนิดยังต้องอาศัยเครือข่ายถ้ำหลายแห่งตลอดทั้งปี การขยายตัวของเมือง ถนน และพื้นที่เกษตรกรรม อาจทำให้ถิ่นอาศัยถูกแบ่งแยกออกจากกัน ส่งผลให้ค้างคาวต้องบินไกลขึ้นเพื่อหาอาหารและแหล่งพักพิง ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการอยู่รอดท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

นักวิจัยจึงเสนอว่า การอนุรักษ์ค้างคาวในอนาคตไม่ควรพิจารณาเพียงอุณหภูมิและปริมาณฝนเท่านั้น แต่จำเป็นต้องคำนึงถึงแหล่งพักอาศัยตามธรรมชาติ รวมถึงเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างถิ่นอาศัย เพื่อให้ค้างคาวสามารถเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ที่เหมาะสมได้อย่างปลอดภัย

ที่มาข้อมูล : www.wits.ac.za

ที่มารูปภาพ : Reuters