จีนเอาจริง! ปิดประตูรับขยะต่างชาติ ปรับหนักสูงสุด 24 ล้าน

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับ จีนใช้มาตรการ “ดาบแห่งชาติ” สั่งห้ามนำเข้าขยะและกากอุตสาหกรรม เข้มงวดตั้งแต่ท่าเรือถึงบทลงโทษ
โดยระบุว่าจีนเดินหน้านโยบาย “ดาบแห่งชาติ” (National Sword) เพื่อสกัดการนำเข้าขยะและกากของเสียจากต่างประเทศ โดยยกระดับมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด ทั้งการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การตรวจวิเคราะห์สารอันตราย และการกำหนดบทลงโทษรุนแรงต่อผู้ลักลอบนำเข้าขยะผิดกฎหมาย
สรุปข่าว
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับ จีนใช้มาตรการ “ดาบแห่งชาติ” สั่งห้ามนำเข้าขยะและกากอุตสาหกรรม เข้มงวดตั้งแต่ท่าเรือถึงบทลงโทษ
โดยระบุว่าจีนเดินหน้านโยบาย “ดาบแห่งชาติ” (National Sword) เพื่อสกัดการนำเข้าขยะและกากของเสียจากต่างประเทศ โดยยกระดับมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด ทั้งการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การตรวจวิเคราะห์สารอันตราย และการกำหนดบทลงโทษรุนแรงต่อผู้ลักลอบนำเข้าขยะผิดกฎหมาย
จีนเริ่มใช้นโยบายดาบแห่งชาติ หรือ National Sword ในปี 2018 เพื่อควบคุมการนำเข้าขยะและกากของเสียสำหรับการรีไซเคิล ก่อนยกระดับมาตรการไปสู่การห้ามนำเข้าขยะมูลฝอยจากต่างประเทศโดยเด็ดขาด ภายใต้กฎหมายป้องกันและควบคุมมลพิษทางสิ่งแวดล้อมจากขยะมูลฝอย โดยมีเป้าหมายป้องกันไม่ให้ประเทศจีนกลายเป็นปลายทางรองรับขยะและของเสียอันตรายจากทั่วโลก
มาตรการดังกล่าวครอบคลุมขยะและของเสียหลายประเภท โดยเฉพาะขยะพลาสติกและเศษพลาสติกจากครัวเรือน เช่น PET, PVC, PE, PS รวมถึงแผ่นฟิล์มพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Waste เช่น ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ แผงวงจร เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า และแบตเตอรี่ ตลอดจนขยะอันตรายและกากเคมีภัณฑ์ เช่น กากตะกอนอุตสาหกรรม น้ำมันใช้แล้ว ตัวทำละลายอินทรีย์ ของเสียจากอุตสาหกรรมยา และสารเคมีเป็นพิษ
นอกจากนี้ ยังครอบคลุมเศษโลหะและกากแร่บางประเภท เช่น ตะกรันจากอุตสาหกรรมเหล็ก กากแร่ที่มีสารวานาเดียม ทองแดง หรือสารตะกั่วเจือปน รวมถึงเศษกระดาษที่ไม่ได้คัดแยก เศษผ้า และเสื้อผ้าเก่า โดยจีนยุติการออกใบอนุญาตนำเข้าขยะเพื่อการรีไซเคิลตามประเภทที่ถูกสั่งห้าม
สำหรับกระบวนการควบคุมการนำเข้าที่ท่าเรือ ศุลกากรจีน หรือ China Customs ใช้มาตรการตรวจสอบหลายระดับ ตั้งแต่การคัดกรองข้อมูลสินค้าไปจนถึงการตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าขยะโดยสำแดงเป็นสินค้าประเภทอื่น
มาตรการแรกคือการใช้ระบบคัดกรองข้อมูลอัจฉริยะ หรือ Smart Data Screening เพื่อตรวจสอบเอกสารสำแดงสินค้า หรือ Manifest อย่างละเอียด ทั้งข้อมูลผู้ส่งออก เส้นทางการขนส่ง และประเภทสินค้า หากพบข้อมูลที่มีความเสี่ยงสูง ระบบจะส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน ยังมีการใช้เครื่องสแกนรังสีเอกซ์ขนาดใหญ่ เช่น ระบบ H986 X-ray เพื่อตรวจสอบสิ่งของภายในตู้คอนเทนเนอร์โดยไม่จำเป็นต้องเปิดตู้ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินลักษณะและความหนาแน่นของวัตถุที่อาจเป็นขยะซุกซ่อนมากับสินค้าได้
สำหรับตู้คอนเทนเนอร์ที่มีความน่าสงสัยสูง เจ้าหน้าที่สามารถเปิดตรวจค้นทางกายภาพ ตรวจสอบลักษณะวัตถุ กลิ่น และเก็บตัวอย่างส่งตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อจำแนกว่าสิ่งของดังกล่าวเข้าข่ายขยะอันตรายหรือสารพิษต้องห้ามหรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีการควบคุมเอกสารการขนส่งและข้อมูลผู้รับสินค้า เพื่อป้องกันการใช้บริษัทตัวแทนหรือการสำแดงข้อมูลเท็จในการนำเข้าของเสียผิดกฎหมาย พร้อมกำหนดความรับผิดชอบต่อผู้เกี่ยวข้องในการขนส่งและนำเข้าสินค้า
บทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญของจีน โดยกฎหมายกำหนดโทษปรับสำหรับผู้ลักลอบนำเข้าขยะมูลฝอยตั้งแต่ 500,000–5,000,000 หยวน หรือประมาณ 2.4–24 ล้านบาท พร้อมสั่งให้ส่งขยะผิดกฎหมายกลับประเทศต้นทาง โดยผู้นำเข้าและผู้ขนส่งต้องร่วมรับผิดชอบต่อการส่งกลับและการจัดการของเสียเหล่านั้น
หากพบว่าการลักลอบนำเข้าขยะเข้าข่ายความผิดทางอาญา ผู้เกี่ยวข้องอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจีน โดยบทลงโทษจะขึ้นอยู่กับลักษณะความผิด ความรุนแรง และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีมาตรการควบคุมผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ
- ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซ่อนขุมทรัพย์มหาศาล อาจช่วยแก้ปัญหาทรัพยากรได้
- เตือนเร็ว รอดทัน! เปิดระบบเตือนภัยจากเขา สกัดน้ำป่า–โคลนถล่มก่อนถึงชุมชน
- “อังกฤษ” ลุยสกัดทองคำจาก “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” ผลิตเครื่องประดับสุดหรู
- นายกฯ ชู "Green Bridge" เร่งเครื่องเศรษฐกิจสีเขียว รับมือวิกฤตโลกร้อน
- จับวันนี้ อาจไม่เหลือพรุ่งนี้! “เคนยา” เร่งใช้ข้อมูล กู้ทรัพยากรทะเลที่กำลังร่อยหรอ
ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat
ที่มารูปภาพ : Reuters
