วราวุธลุยแก้กฎหมายขยะพิษ ดัน AI เกษตร หนุนรถ EV-ไฮบริด

Share on Line Share on Facebook Share on X
วราวุธลุยแก้กฎหมายขยะพิษ ดัน AI เกษตร หนุนรถ EV-ไฮบริด

กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้ายกระดับการจัดการกากอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย เตรียมเพิ่มบทลงโทษปรับสูงถึงหลักสิบล้านบาท พร้อมขยายการตรวจสอบเส้นทางการเงินและยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด ควบคู่การผลักดันนิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิล รองรับแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ทยอยหมดอายุ ขณะเดียวกันเตรียมนำเทคโนโลยี AI เพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร สนับสนุนผู้ประกอบการ SME และรักษาความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยด้วยแนวทางที่เปิดรับเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบ

วันที่ 17 ตุลาคม 2569 เวลา 09.05 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยผ่านรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ถึงแนวทางขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย โดยให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม การเพิ่มรายได้ประชาชน และการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

เร่งแก้กฎหมายโรงงาน เพิ่มโทษปรับขยะพิษถึงหลักสิบล้าน

นายวราวุธระบุว่า ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมยังเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากกฎหมายบางฉบับบังคับใช้มานานกว่า 40-50 ปี ขณะที่บทลงโทษเดิมกำหนดค่าปรับไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งอาจต่ำกว่าต้นทุนการบำบัดและกำจัดของเสียอย่างถูกต้อง

กระทรวงอุตสาหกรรมจึงอยู่ระหว่างปรับปรุงพระราชบัญญัติโรงงานและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกากอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มโทษปรับให้สูงถึงระดับ 8 หลัก หรือหลักสิบล้านบาท พร้อมประสานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมศุลกากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบผู้กระทำผิด

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการติดตามยึดทรัพย์เจ้าของกิจการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างแรงจูงใจให้โรงงานนำของเสียเข้าสู่ระบบกำจัดที่ได้มาตรฐาน

สรุปข่าว

วราวุธ ศิลปอาชา เร่งแก้กฎหมายกากอุตสาหกรรม เพิ่มโทษปรับหลักสิบล้านบาท พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงินและยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด เตรียมนิคมรีไซเคิลรับซากโซลาร์และแบตเตอรี่ EV ดัน AI เพิ่มมูลค่าข้าว-อ้อย หนุน SME กว่า 3.2 ล้านราย และเดินหน้ายานยนต์หลายเทคโนโลยี ควบคู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้ายกระดับการจัดการกากอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย เตรียมเพิ่มบทลงโทษปรับสูงถึงหลักสิบล้านบาท พร้อมขยายการตรวจสอบเส้นทางการเงินและยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด ควบคู่การผลักดันนิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิล รองรับแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ทยอยหมดอายุ ขณะเดียวกันเตรียมนำเทคโนโลยี AI เพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร สนับสนุนผู้ประกอบการ SME และรักษาความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยด้วยแนวทางที่เปิดรับเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบ

วันที่ 17 ตุลาคม 2569 เวลา 09.05 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยผ่านรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ถึงแนวทางขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย โดยให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม การเพิ่มรายได้ประชาชน และการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

เร่งแก้กฎหมายโรงงาน เพิ่มโทษปรับขยะพิษถึงหลักสิบล้าน

นายวราวุธระบุว่า ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมยังเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากกฎหมายบางฉบับบังคับใช้มานานกว่า 40-50 ปี ขณะที่บทลงโทษเดิมกำหนดค่าปรับไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งอาจต่ำกว่าต้นทุนการบำบัดและกำจัดของเสียอย่างถูกต้อง

กระทรวงอุตสาหกรรมจึงอยู่ระหว่างปรับปรุงพระราชบัญญัติโรงงานและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกากอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มโทษปรับให้สูงถึงระดับ 8 หลัก หรือหลักสิบล้านบาท พร้อมประสานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมศุลกากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบผู้กระทำผิด

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการติดตามยึดทรัพย์เจ้าของกิจการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างแรงจูงใจให้โรงงานนำของเสียเข้าสู่ระบบกำจัดที่ได้มาตรฐาน

เตรียมนิคมรีไซเคิล รับซากโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ EV

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการเตรียมระบบรองรับขยะจากเทคโนโลยีพลังงานสะอาด โดยเฉพาะแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีแนวโน้มทยอยหมดอายุการใช้งานในอนาคต

นายวราวุธระบุว่า แผงโซลาร์เซลล์บางส่วนติดตั้งมาแล้วประมาณ 10 ปี และมีอายุใช้งานตามข้อมูลที่กล่าวถึงราว 15 ปี ทำให้ต้องเตรียมความพร้อมรองรับซากอุปกรณ์ที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

กระทรวงอุตสาหกรรมจึงเตรียมผลักดันการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิล โดยรวบรวมโรงงานกำจัดของเสียอันตรายและโรงงานรีไซเคิลไว้ในพื้นที่ควบคุมเฉพาะ มีระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลาง และติดตามการดำเนินงานตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพจากการใช้งานในรถยนต์ บางส่วนยังสามารถนำมาปรับสภาพเพื่อใช้ในระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) ได้ ส่วนแบตเตอรี่ที่ไม่สามารถใช้งานต่อจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการกำจัดอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันผลกระทบจากสารอันตราย

ดัน AI ยกระดับข้าว-อ้อย เพิ่มรายได้เกษตรกร

ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมขับเคลื่อนแนวคิด “AI ยกกำลัง 2” เพื่อนำเทคโนโลยีจากภาคอุตสาหกรรมขั้นสูงมาประยุกต์ใช้กับภาคเกษตรกรรม

ปัจจุบันภาคเกษตรมีแรงงานเกือบ 30% ของประเทศ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็นประมาณ 8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) กระทรวงจึงต้องการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต

การประยุกต์ใช้ AI จะครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำ การวิเคราะห์คุณภาพดินและสภาพอากาศ ไปจนถึงระบบอัตโนมัติในกระบวนการแปรรูป รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล อีคอมเมิร์ซ และระบบโลจิสติกส์เพื่อขยายตลาดสินค้าเกษตร

ตัวอย่างสำคัญคือข้าว ซึ่งปัจจุบันมีราคาจำหน่ายวัตถุดิบประมาณ 7,000-8,000 บาทต่อตัน หากนำไปแปรรูปเป็นแป้งหรือผลิตภัณฑ์สำหรับส่งออก อาจเพิ่มมูลค่าเป็นหลายหมื่นบาทต่อตัน

ส่วนอ้อยจะมุ่งพัฒนาผลผลิตต่อไร่และเพิ่มค่าความหวาน เพื่อช่วยให้เกษตรกรสร้างรายได้มากขึ้นจากพื้นที่เพาะปลูกเดิม

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อผลักดันนิคมอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ โดยเชื่อมโยงกับผลผลิตสำคัญของแต่ละพื้นที่ เช่น ข้าว อ้อย และยางพารา

หนุน SME 3.2 ล้านราย ปรับตัวรับอุตสาหกรรมยุคใหม่

นายวราวุธกล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME มากกว่า 3.2 ล้านราย ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของระบบเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไทยมีความร่วมมือกับผู้ผลิตญี่ปุ่นมายาวนานประมาณ 60-70 ปี

กระทรวงอุตสาหกรรมจึงให้ความสำคัญกับการรักษาฐานการผลิตเดิม พร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีใหม่

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME Bank จะร่วมสนับสนุนเงินทุนและองค์ความรู้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการพัฒนากระบวนการผลิต เพิ่มความแม่นยำ และรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป

ยืนยันอุตสาหกรรมรถไทยไม่เดิน EV ทางเดียว

สำหรับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมยืนยันว่า ประเทศไทยจะใช้แนวทาง Multi-pathway หรือการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์หลายรูปแบบควบคู่กัน ไม่จำกัดเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าเพียงประเภทเดียว

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) รถไฮบริด รถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และเทคโนโลยีไฮโดรเจนในอนาค

กระทรวงจะดูแลทั้งผู้ผลิตรถยนต์รายเดิมและผู้ประกอบการรายใหม่ โดยเฉพาะเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่มีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานและการส่งออกรถยนต์ไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศยังมีความต้องการเทคโนโลยียานยนต์แตกต่างกัน

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตชิ้นส่วนจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพให้รองรับระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีดิจิทัลในรถยนต์ยุคใหม่มากขึ้น

เตรียม SME รับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลก เปิดสายด่วน 1564

นายวราวุธกล่าวถึงความสำคัญของมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการส่งออกไทยต้องเตรียมความพร้อม

กระทรวงอุตสาหกรรมจะสนับสนุนให้โรงงานปรับปรุงระบบการผลิต ใช้พลังงานสะอาด พัฒนาระบบบำบัดของเสีย และยกระดับสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) โดยช่วยให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนและองค์ความรู้ที่จำเป็น

พร้อมยืนยันว่าการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมต้องดำเนินควบคู่กับการดูแลชุมชน หากโรงงานหรือนิคมอุตสาหกรรมก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไขและดำเนินมาตรการเยียวยาอย่างเหมาะสม

ประชาชนสามารถแจ้งปัญหาเกี่ยวกับโรงงาน น้ำเสีย และมลพิษ ผ่านสายด่วนกระทรวงอุตสาหกรรมหมายเลข 1564 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : กระทรวงอุตสาหกรรม

บรรณาธิการออนไลน์