“เอลนีโญ” ปี 2026 จ่อแรงทุบสถิติโลก เปิด 6 เรื่องที่ควรรู้ เกี่ยวกับ “เอลนีโญ”

Share on Line Share on Facebook Share on X
“เอลนีโญ” ปี 2026 จ่อแรงทุบสถิติโลก เปิด 6 เรื่องที่ควรรู้ เกี่ยวกับ “เอลนีโญ”

ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มสูงที่จะพัฒนาเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา ท่ามกลางความกังวลว่าอุณหภูมิโลกในปี 2026 และ 2027 อาจพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า เอลนีโญไม่ได้หมายถึงภัยพิบัติเสมอไป และยังมีความเข้าใจผิดอีกหลายประการเกี่ยวกับอิทธิพลของปรากฏการณ์นี้ต่อสภาพอากาศทั่วโลก


ดังนั้น ได้มีการรวบรวมคำอธิบายจากนักอุตุนิยมวิทยาและนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ เกี่ยวกับ 6 ประเด็นสำคัญที่ประชาชนควรรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์เอลนีโญ หลังแนวโน้มการเกิดซูเปอร์เอลนีโญที่อาจทำลายสถิติเดิมมีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญได้รับคำถามจำนวนมากเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งเรื่องฝนตกหนัก ภัยแล้ง พายุ และอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น


แม้คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับคำว่า “เอลนีโญ” แต่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับลักษณะของปรากฏการณ์นี้ โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าเอลนีโญทุกครั้งจะส่งผลกระทบเหมือนกัน หรือเป็นสาเหตุโดยตรงของภัยพิบัติทุกประเภทที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน


1. เอลนีโญแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน และไม่สามารถคาดการณ์ผลกระทบจากอดีตได้ทั้งหมด

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า แม้เอลนีโญจะมีรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่สามารถคาดการณ์ได้ในภาพรวม แต่ไม่ได้หมายความว่าเอลนีโญจะส่งผลกระทบเหมือนกันทุกครั้ง


ตัวอย่างสำคัญคือปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญในช่วงปี 2015–2016 ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เคยคาดการณ์ว่าจะทำให้รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกาเผชิญฝนตกหนักเป็นพิเศษ โดยอ้างอิงจากเหตุการณ์เอลนีโญรุนแรงในอดีต แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงกลับพบว่าปริมาณฝนไม่ได้เพิ่มขึ้นมากตามที่คาดการณ์


สาเหตุสำคัญเป็นเพราะเอลนีโญไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ยังมีปฏิสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นในระบบภูมิอากาศ เช่น กระแสลมวนขั้วโลก หรือ Polar Vortex รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำในมหาสมุทรและระบบหมุนเวียนของบรรยากาศ


“ไมเคิล แม็กฟาเดน” นักวิจัยผู้ศึกษาเอลนีโญมาอย่างยาวนาน อธิบายว่า เอลนีโญมีความหลากหลายทั้งด้านรูปแบบและความรุนแรง และไม่มีเหตุการณ์ใดที่เหมือนกันทุกประการ เนื่องจากระบบภูมิอากาศโลกมีความซับซ้อนและความแปรปรวนสูง


สรุปข่าว

โลกกำลังจับตาปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจทวีความรุนแรงจนทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และอาจส่งผลให้อุณหภูมิโลกในปี 2027 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง แต่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า เอลนีโญไม่ได้มีแค่ผลกระทบด้านลบ และไม่ใช่ต้นเหตุของภัยพิบัติทุกครั้ง แล้วปรากฏการณ์นี้อันตรายแค่ไหน และมีอะไรที่คนทั่วโลกยังเข้าใจผิด? บทความนี้ได้รวบรวม 6 เรื่องสำคัญที่ทุกคนควรรู้ ก่อนโลกเผชิญซูเปอร์เอลนีโญครั้งประวัติศาสตร์

ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มสูงที่จะพัฒนาเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา ท่ามกลางความกังวลว่าอุณหภูมิโลกในปี 2026 และ 2027 อาจพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า เอลนีโญไม่ได้หมายถึงภัยพิบัติเสมอไป และยังมีความเข้าใจผิดอีกหลายประการเกี่ยวกับอิทธิพลของปรากฏการณ์นี้ต่อสภาพอากาศทั่วโลก


ดังนั้น ได้มีการรวบรวมคำอธิบายจากนักอุตุนิยมวิทยาและนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ เกี่ยวกับ 6 ประเด็นสำคัญที่ประชาชนควรรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์เอลนีโญ หลังแนวโน้มการเกิดซูเปอร์เอลนีโญที่อาจทำลายสถิติเดิมมีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญได้รับคำถามจำนวนมากเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งเรื่องฝนตกหนัก ภัยแล้ง พายุ และอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น


แม้คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับคำว่า “เอลนีโญ” แต่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับลักษณะของปรากฏการณ์นี้ โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าเอลนีโญทุกครั้งจะส่งผลกระทบเหมือนกัน หรือเป็นสาเหตุโดยตรงของภัยพิบัติทุกประเภทที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน


1. เอลนีโญแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน และไม่สามารถคาดการณ์ผลกระทบจากอดีตได้ทั้งหมด

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า แม้เอลนีโญจะมีรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่สามารถคาดการณ์ได้ในภาพรวม แต่ไม่ได้หมายความว่าเอลนีโญจะส่งผลกระทบเหมือนกันทุกครั้ง


ตัวอย่างสำคัญคือปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญในช่วงปี 2015–2016 ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เคยคาดการณ์ว่าจะทำให้รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกาเผชิญฝนตกหนักเป็นพิเศษ โดยอ้างอิงจากเหตุการณ์เอลนีโญรุนแรงในอดีต แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงกลับพบว่าปริมาณฝนไม่ได้เพิ่มขึ้นมากตามที่คาดการณ์


สาเหตุสำคัญเป็นเพราะเอลนีโญไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ยังมีปฏิสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นในระบบภูมิอากาศ เช่น กระแสลมวนขั้วโลก หรือ Polar Vortex รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำในมหาสมุทรและระบบหมุนเวียนของบรรยากาศ


“ไมเคิล แม็กฟาเดน” นักวิจัยผู้ศึกษาเอลนีโญมาอย่างยาวนาน อธิบายว่า เอลนีโญมีความหลากหลายทั้งด้านรูปแบบและความรุนแรง และไม่มีเหตุการณ์ใดที่เหมือนกันทุกประการ เนื่องจากระบบภูมิอากาศโลกมีความซับซ้อนและความแปรปรวนสูง


2. เอลนีโญไม่ได้มีแต่ผลเสีย บางพื้นที่อาจได้รับประโยชน์

แม้เอลนีโญมักถูกเชื่อมโยงกับภัยแล้ง น้ำท่วม และสภาพอากาศสุดขั้ว แต่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า บางภูมิภาคอาจได้รับประโยชน์จากปรากฏการณ์นี้เช่นกัน


ตัวอย่างที่ชัดเจนคือฤดูพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกปี 2026 ซึ่งมีความเคลื่อนไหวน้อยกว่าปกติ โดยตามข้อมูลในรายงานของ CNN มีพายุเฮอริเคนก่อตัวขึ้นเพียงลูกเดียวจนถึงช่วงกลางเดือนตุลาคมปีนี้ 


สาเหตุส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับเอลนีโญที่ทำให้กระแสลมระดับบนเหนือมหาสมุทรแอตแลนติกเขตร้อนมีกำลังแรงขึ้น เกิดแรงเฉือนลมที่สามารถรบกวนโครงสร้างของพายุหมุนเขตร้อน และลดโอกาสที่พายุจะพัฒนาตัวจนมีความรุนแรง


นอกจากนี้ บางพื้นที่ของสหรัฐอเมริกาอาจเผชิญฤดูหนาวที่อบอุ่นกว่าปกติ ส่งผลให้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพื่อทำความร้อนลดลง


อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เอลนีโญช่วยยับยั้งการก่อตัวของพายุในมหาสมุทรแอตแลนติก กลับส่งเสริมกิจกรรมของพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและตอนกลาง โดยในปีนี้มีพายุถึง 3 ลูกส่งผลกระทบต่อหมู่เกาะฮาวายในฤดูกาลเดียวกัน

.

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า เอลนีโญสามารถสร้างทั้งผลดีและผลเสียไปพร้อมกัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่


3. คลื่นเคลวินไม่ใช่คลื่นยักษ์ แต่สามารถเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมชายฝั่ง

หนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการก่อตัวและการคงอยู่ของเอลนีโญ คือ “คลื่นเคลวิน” หรือ Kelvin Wave ซึ่งทำหน้าที่เคลื่อนย้ายพลังงานความร้อนจำนวนมหาศาลใต้ผิวน้ำ จากมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันตกไปยังบริเวณตอนกลางและตะวันออก


อย่างไรก็ตาม คลื่นเคลวินแตกต่างจากคลื่นทะเลทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ได้เป็นคลื่นขนาดใหญ่ที่ซัดเข้าหาชายฝั่งเหมือนคลื่นสึนามิ และไม่ใช่คลื่นที่มนุษย์สามารถมองเห็นหรือเล่นกระดานโต้คลื่นได้


“ดิลลอน อามายา” นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาสเตต อธิบายว่า เมื่อคลื่นเคลวินเคลื่อนตัวมาถึงชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ พลังงานและการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำสามารถเคลื่อนตัวต่อไปทางเหนือตามแนวชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกา ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นชั่วคราวประมาณ 15–30 เซนติเมตร


แม้ระดับน้ำจะเพิ่มขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ และครอบคลุมพื้นที่กว้างประมาณ 24 กิโลเมตรจากชายฝั่ง ทำให้ประชาชนที่ยืนอยู่ริมทะเลแทบไม่สามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตาเปล่า


อย่างไรก็ตาม คลื่นเคลวินมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเสี่ยงภัยพิบัติชายฝั่ง เพราะเมื่อระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ประกอบกับช่วงน้ำขึ้นสูงตามธรรมชาติหรือพายุฤดูหนาว อาจทำให้พื้นที่ชายฝั่งมีความเสี่ยงต่อน้ำท่วมและการกัดเซาะเพิ่มขึ้น

4. เอลนีโญไม่ใช่ภาวะโลกร้อน แต่สามารถซ้ำเติมให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นได้

นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นระยะ โดยทั่วไปประมาณทุก 3–7 ปี และมีเพียงบางครั้งเท่านั้นที่พัฒนาจนมีความรุนแรงระดับซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งเป็นคำเรียกอย่างไม่เป็นทางการสำหรับเหตุการณ์ที่รุนแรงเป็นพิเศษ


ขณะที่ภาวะโลกร้อนเป็นแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกระยะยาว ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างสองปรากฏการณ์ยังเป็นประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยงานวิจัยบางชิ้นพบว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมมนุษย์อาจทำให้ผลกระทบจากเอลนีโญรุนแรงขึ้น ขณะที่งานวิจัยอื่นยังให้ข้อสรุปแตกต่างกัน


แม้จะมีงานวิจัยล่าสุดเสนอว่าภาวะโลกร้อนอาจทำให้เอลนีโญมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น แต่ข้อค้นพบดังกล่าวยังจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบและยืนยันจากงานวิจัยเพิ่มเติม ก่อนที่จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงวิทยาศาสตร์


สิ่งที่น่ากังวลในขณะนี้คือ ซูเปอร์เอลนีโญกำลังก่อตัวขึ้นในช่วงที่มหาสมุทรทั่วโลกมีอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์อยู่แล้ว ทำให้เกิดการสะสมความร้อนเพิ่มเติมในระบบภูมิอากาศ โดยปกติเอลนีโญจะทำให้ความร้อนที่สะสมอยู่ในมหาสมุทรบางส่วนถูกถ่ายเทเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลา 1–2 ปี นอกเหนือจากแนวโน้มโลกร้อนที่เกิดขึ้นอยู่เดิม


ด้วยเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์จึงประเมินว่า ปี 2026 และโดยเฉพาะปี 2027 มีแนวโน้มสูงที่จะสร้างสถิติปีที่ร้อนที่สุดของโลกครั้งใหม่ หากปรากฏการณ์เอลนีโญทวีความรุนแรงตามที่คาดการณ์


5. เอลนีโญไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในแต่ละวัน ต้องติดตามข้อมูลระยะยาว

อีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่พบมากขึ้นคือการนำข้อมูลอุณหภูมิผิวน้ำทะเลรายวันมาใช้ตัดสินว่าเอลนีโญกำลังรุนแรงขึ้นหรือทำลายสถิติเดิมแล้วหรือไม่


สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ NOAA ให้ความสำคัญกับการประเมินข้อมูลเอลนีโญเป็นรายสัปดาห์และรายเดือนมากกว่ารายวัน เนื่องจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสามารถเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้มากในแต่ละวัน


ปัจจุบันข้อมูลอุณหภูมิมหาสมุทรรายวันเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ประกอบกับมีนักวิทยาศาสตร์และผู้สนใจด้านภูมิอากาศจำนวนมากนำข้อมูลมาสร้างแดชบอร์ดและเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เกิดความสับสนว่าเอลนีโญได้ทำลายสถิติความรุนแรงในอดีตแล้วหรือยัง


CNN ระบุว่า จากการประเมินข้อมูลรายสัปดาห์ตามดัชนี Relative Oceanic Niño Index หรือ RONI รูปแบบใหม่ของ NOAA พบว่าเอลนีโญในปี 2026 มีความรุนแรงใกล้เคียงหรือสูงกว่าสถิติเดิมเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา หากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป ปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งนี้อาจทำลายสถิติความรุนแรงสูงสุดตลอดกาลได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม 2026


อย่างไรก็ตาม การยืนยันว่าเอลนีโญครั้งนี้รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่อาศัยเพียงอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นในวันใดวันหนึ่ง


6. เอลนีโญไม่ใช่พายุ แต่เป็นตัวเพิ่มโอกาสเกิดสภาพอากาศสุดขั้ว

ประเด็นสุดท้ายที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการสร้างความเข้าใจคือ เอลนีโญไม่ใช่พายุที่เคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง และไม่สามารถระบุได้อย่างแม่นยำว่าจะสร้างความเสียหายที่จังหวัด เมือง หรือประเทศใด ในวันและเวลาใด

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ภูมิอากาศขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน และส่งผลต่อการหมุนเวียนของบรรยากาศและรูปแบบการกระจายตัวของฝนในหลายภูมิภาคทั่วโลก


อิทธิพลของเอลนีโญจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงความน่าจะเป็นของเหตุการณ์สภาพอากาศ เช่น เพิ่มโอกาสเกิดภัยแล้งในบางพื้นที่ ขณะที่อีกพื้นที่หนึ่งอาจมีฝนตกมากกว่าปกติ หรือมีความเสี่ยงต่อพายุรุนแรงเพิ่มขึ้น


ด้วยเหตุนี้ การเกิดภัยพิบัติระหว่างช่วงเอลนีโญจึงไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าเป็นผลมาจากเอลนีโญทั้งหมด เพราะยังมีปัจจัยด้านภูมิอากาศและสภาพอากาศอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย


ท้ายที่สุด นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงการจับตาว่าเอลนีโญครั้งนี้จะทำลายสถิติความรุนแรงหรือไม่ แต่คือการทำความเข้าใจว่าเอลนีโญจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภูมิภาคต่าง ๆ อย่างไร โดยเฉพาะในโลกที่กำลังร้อนขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจทำให้ผลกระทบจากความแปรปรวนของธรรมชาติทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น


ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่กำลังพัฒนาตัวในปี 2026 จึงอาจเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของระบบภูมิอากาศโลก รวมถึงความสามารถของประเทศต่าง ๆ ในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยแล้ง น้ำท่วม คลื่นความร้อน และความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่อาจเกิดขึ้นในปี 2027

ที่มาข้อมูล : CNN

ที่มารูปภาพ : Reuters