“เอลนีโญ” ดันวิกฤต หมอกควันขั้นรุนแรง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จมฝุ่น ผู้ป่วยทางเดินหายใจพุ่งไม่หยุด

Share on Line Share on Facebook Share on X
“เอลนีโญ” ดันวิกฤต หมอกควันขั้นรุนแรง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จมฝุ่น ผู้ป่วยทางเดินหายใจพุ่งไม่หยุด

ป่าพรุในหลายพื้นที่ของอินโดนีเซียโดยเฉพาะบนเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตราลุกลามและควบคุมได้ยากขึ้น โดยคาดการณ์ว่า ปีนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่วิกฤตไฟป่าครั้งใหญ่ในปี 2558 ข้อมูลจากทางการของอินโดนีเซียซึ่งได้รับการปรับปรุงครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม ระบุว่า มีพื้นที่ถูกไฟไหม้แล้วกว่า 1 ล้านไร่ และตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม มีพื้นที่ได้รับความเสียหายจากไฟป่าเกือบ 4 ล้านไร่ หรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 9 เท่าของประเทศสิงคโปร์  

 

โดยปกติแล้วในช่วงฤดูแล้งระหว่างเดือนเมษายนถึงตุลาคมของทุกปี อินโดนีเซียมักจะเผชิญกับวิกฤตไฟป่า เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง เอื้อต่อการเกิดไฟป่าทั้งจากธรรมชาติและฝีมือมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2569 ซึ่งเป็นปีที่ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจทุบสถิติ ทำให้หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่า สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งกว่าปกติจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงสูง ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ไฟป่าลุกลามและควบคุมได้ยากขึ้น


สรุปข่าว

สถานการณ์หมอกควันพิษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทวีความรุนแรงขึ้นจนอาจเข้าขั้นวิกฤต หลังเกิดไฟป่าครั้งใหญ่บนพื้นที่ป่าพรุในอินโดนีเซียต่อเนื่องหลายเดือน ส่งผลให้หลายประเทศใกล้เคียงทั้งสิงคโปร์และมาเลเซียเผชิญกับวิกฤตฝุ่นควันข้ามพรมแดน มลพิษทางอากาศทำให้จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ปรากฏการณ์เอลนีโญอาจทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นและยืดเยื้อออกไป

ป่าพรุในหลายพื้นที่ของอินโดนีเซียโดยเฉพาะบนเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตราลุกลามและควบคุมได้ยากขึ้น โดยคาดการณ์ว่า ปีนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่วิกฤตไฟป่าครั้งใหญ่ในปี 2558 ข้อมูลจากทางการของอินโดนีเซียซึ่งได้รับการปรับปรุงครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม ระบุว่า มีพื้นที่ถูกไฟไหม้แล้วกว่า 1 ล้านไร่ และตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม มีพื้นที่ได้รับความเสียหายจากไฟป่าเกือบ 4 ล้านไร่ หรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 9 เท่าของประเทศสิงคโปร์  

 

โดยปกติแล้วในช่วงฤดูแล้งระหว่างเดือนเมษายนถึงตุลาคมของทุกปี อินโดนีเซียมักจะเผชิญกับวิกฤตไฟป่า เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง เอื้อต่อการเกิดไฟป่าทั้งจากธรรมชาติและฝีมือมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2569 ซึ่งเป็นปีที่ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจทุบสถิติ ทำให้หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่า สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งกว่าปกติจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงสูง ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ไฟป่าลุกลามและควบคุมได้ยากขึ้น


ข้อมูลจาก Fire Emissions Watch และ Copernicus ระบุว่า สถานการณ์ไฟป่าของอินโดนีเซียในเดือนหนึ่งของปีนี้สูงที่สุดในโลก และในช่วง 7 วันที่มีการประเมิน ปริมาณการปล่อยมลพิษจากไฟป่าของประเทศคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมดทั่วโลก บางพื้นที่ของเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตรามีดัชนีมลพิษทางอากาศพุ่งสูงเกิน 1,000 ขณะที่ค่าตัวเลขตั้งแต่ 300 ขึ้นไปถือว่าอยู่ในระดับอันตราย ส่วนที่สิงคโปร์ ค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยในช่วงเวลา 1 ชั่วโมงในพื้นที่ทางตะวันตกพุ่งแตะ 284 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทำให้คุณภาพอากาศเข้าสู่ระดับสูงมากเป็นครั้งแรกของปี

 

ขณะเดียวกัน ผลกระทบด้านสุขภาพยิ่งสร้างความกังวลเพิ่มขึ้น  โดยข้อมูลทางการของอินโดนีเซียระบุว่า ในวันที่ 13 ตุลาคม จำนวนผู้ป่วยที่มีอาการเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจใน 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าเพิ่มขึ้นเป็น 283,270 ราย มากกว่าสองเท่าของจำนวน 113,336 รายที่รายงานเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้วิกฤตหมอกควันยังส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน ทางการได้สั่งปิดโรงเรียนในบางพื้นที่ของอินโดนีเซีย ติมอร์-เลสเต และบางรัฐของมาเลเซีย ขณะเดียวกัน เที่ยวบินเกือบ 2,000 เที่ยวในอินโดนีเซียได้รับผลกระทบระหว่างวันที่ 11 ส.ค.ถึง 12 ต.ค. ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไฟป่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายต่อระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และการเดินทางในภูมิภาคอีกด้วย


แม้ว่ารัฐบาลอินโดนีเซียจะระดมกำลังเจ้าหน้าที่มากกว่า 60,000 นาย พร้อมเครื่องบินประมาณ 50 ลำสำหรับปฏิบัติการทิ้งน้ำและทำฝนเทียมเพื่อควบคุมไฟป่าครั้งนี้ และยังมีแผนเพิ่มเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนป่าและฟื้นฟูพื้นที่ป่าพรุ แต่ก็ดูเหมือนว่ามาตรการรับมือดังกล่าวถูกวิจารณ์ทั้งด้านความพร้อมและความล่าช้าในการดำเนินงาน รวมถึงรัฐบาลอินโดนีเซียยังถูกตั้งคำถามถึงการไม่ประกาศสถานการณ์เป็นภัยพิบัติระดับชาติ และไม่รับความช่วยเหลือจากมาเลเซียและสิงคโปร์ แม้หมอกควันจะส่งผลกระทบข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านแล้วก็ตาม

 

นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลว่าการเผาป่าเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกนั้นเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ไม่เด็ดขาด การเปลี่ยนพื้นที่ป่าเพื่อทำเกษตรกรรม โดยเฉพาะสวนปาล์มน้ำมัน อาจทำให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรม แหล่งน้ำใต้ดินลดลง และดินแห้งง่ายขึ้น ส่งผลให้พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่ามากกว่าเดิม

 

อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าปัจจัยสำคัญที่จะช่วยบรรเทาวิกฤตคือปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น แต่สำหรับปี 2069 ฤดูแล้งเริ่มต้นเร็วกว่าปกติและมีแนวโน้มยาวนานขึ้น แม้ฝนจะเริ่มกลับมาตกในเดือนตุลาคม แต่จากการคาดการณ์ระบุว่าฝนอาจล่าช้าไปถึงเดือนพฤศจิกายน จากอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญ และมีแนวโน้มว่าจะลากยาวไปจนถึงต้นปี 2570

 

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters