เช็ก 24 จังหวัด เฝ้าระวังขั้นสูงสุด 10–13 ต.ค.ฝนถล่มซ้ำ เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน–น้ำป่าไหลหลาก

Share on Line Share on Facebook Share on X
เช็ก 24 จังหวัด เฝ้าระวังขั้นสูงสุด 10–13 ต.ค.ฝนถล่มซ้ำ เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน–น้ำป่าไหลหลาก

สทนช. เตือน 24 จังหวัดรับมือฝนแปรปรวน 10–13 ต.ค. เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน ขณะเจ้าพระยาลดระบายต่อเนื่อง แต่ทั่วประเทศยังวิกฤต กระทบกว่า 1.14 ล้านครัวเรือน

 

สถานการณ์น้ำท่วมของประเทศไทยยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แม้ปริมาณฝนในพื้นที่ตอนบนจะเริ่มลดลง และระดับน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มคลี่คลาย โดยมีการปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง แต่ความเสี่ยงยังไม่หมดไป เมื่อสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เตือนให้ 24 จังหวัดเฝ้าระวังสถานการณ์ระหว่างวันที่ 10–13 ตุลาคม 2569 เนื่องจากประเทศไทยจะกลับมามีฝนเพิ่มขึ้นและสภาพอากาศแปรปรวน เสี่ยงเกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ขณะที่ภาพรวมอุทกภัยทั่วประเทศยังส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายล้านคน

 

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานภาพรวมสถานการณ์น้ำประจำวันที่ 9 ต.ค. 69 เวลา 07.00 น. พบว่า ประเทศไทยตอนบนมีปริมาณฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบริเวณภาคตะวันออกและด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคใต้ยังมีฝนตกหนักบางแห่ง

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังมีปัจจัยที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจาก สทนช. คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 10–13 ตุลาคม ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและเกิดสภาพอากาศแปรปรวน โดยระยะแรกอาจมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก ฟ้าผ่า และฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ก่อนที่ฝนในประเทศไทยตอนบนจะเริ่มลดลง ขณะที่ภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง

 

จากการคาดการณ์ดังกล่าว สทนช. จึงประกาศเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำล้นตลิ่งในช่วงวันที่ 10–12 ตุลาคม ครอบคลุมพื้นที่ 24 จังหวัด ได้แก่ น่าน กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสงคราม กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ยะลา และนราธิวาส


สรุปข่าว

สถานการณ์น้ำของประเทศไทยในวันที่ 9 ต.ค. อยู่ในช่วงที่บางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงจากฝนระลอกใหม่ยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงวันที่ 10–13 ต.ค. ซึ่งอาจเกิดฝนตกหนักและสภาพอากาศแปรปรวนในหลายพื้นที่ แม้เขื่อนเจ้าพระยาจะปรับลดการระบายน้ำลงเหลือ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่หลายจังหวัดยังคงเผชิญอุทกภัย และมีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 3.18 ล้านคน สิ่งสำคัญในระยะนี้คือการติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำและลำคลอง ตลอดจนเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

สทนช. เตือน 24 จังหวัดรับมือฝนแปรปรวน 10–13 ต.ค. เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน ขณะเจ้าพระยาลดระบายต่อเนื่อง แต่ทั่วประเทศยังวิกฤต กระทบกว่า 1.14 ล้านครัวเรือน

 

สถานการณ์น้ำท่วมของประเทศไทยยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แม้ปริมาณฝนในพื้นที่ตอนบนจะเริ่มลดลง และระดับน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มคลี่คลาย โดยมีการปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง แต่ความเสี่ยงยังไม่หมดไป เมื่อสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เตือนให้ 24 จังหวัดเฝ้าระวังสถานการณ์ระหว่างวันที่ 10–13 ตุลาคม 2569 เนื่องจากประเทศไทยจะกลับมามีฝนเพิ่มขึ้นและสภาพอากาศแปรปรวน เสี่ยงเกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ขณะที่ภาพรวมอุทกภัยทั่วประเทศยังส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายล้านคน

 

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานภาพรวมสถานการณ์น้ำประจำวันที่ 9 ต.ค. 69 เวลา 07.00 น. พบว่า ประเทศไทยตอนบนมีปริมาณฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบริเวณภาคตะวันออกและด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคใต้ยังมีฝนตกหนักบางแห่ง

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังมีปัจจัยที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจาก สทนช. คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 10–13 ตุลาคม ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและเกิดสภาพอากาศแปรปรวน โดยระยะแรกอาจมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก ฟ้าผ่า และฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ก่อนที่ฝนในประเทศไทยตอนบนจะเริ่มลดลง ขณะที่ภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง

 

จากการคาดการณ์ดังกล่าว สทนช. จึงประกาศเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำล้นตลิ่งในช่วงวันที่ 10–12 ตุลาคม ครอบคลุมพื้นที่ 24 จังหวัด ได้แก่ น่าน กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสงคราม กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ยะลา และนราธิวาส


นอกจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังต้องเฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุเก็บกัก รวมถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของระดับน้ำและน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขา โดยเฉพาะแม่น้ำปราจีนบุรี แม่น้ำบางปะกง คลองพระสะทึง คลองพระปรง แม่น้ำจันทบุรี แม่น้ำตราด แม่น้ำแควน้อย แม่น้ำแควใหญ่ แม่น้ำเพชรบุรี คลองบางสะพาน แม่น้ำสายบุรี และแม่น้ำโก-ลก

 

ส่วนสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น โดยสถานี P.17 อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ มีระดับน้ำ 35.35 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง ต่ำกว่าตลิ่ง 2.90 เมตร และมีแนวโน้มลดลง ขณะที่สถานี N.67 อำเภอชุมแสง มีระดับน้ำ 25.74 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง ต่ำกว่าตลิ่ง 2.47 เมตร และมีแนวโน้มทรงตัว

 

สำหรับสถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,994 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำอยู่ที่ 22.72 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง ต่ำกว่าตลิ่ง 2.98 เมตร ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำอยู่ที่ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สะท้อนให้เห็นว่าปริมาณน้ำเหนือที่ไหลผ่านสถานี C.2 และการบริหารจัดการน้ำท้ายเขื่อนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง


อย่างไรก็ตาม แม้ระดับน้ำบางจุดจะเริ่มลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงน้ำท่วมจะสิ้นสุดลง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากปริมาณฝนที่ตกซ้ำ น้ำจากพื้นที่ต้นน้ำ และข้อจำกัดในการระบายน้ำ หากมีฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงที่ระดับน้ำในแม่น้ำและลำคลองยังอยู่ในระดับสูง

 

ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรายงานว่า ปัจจุบันยังมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 22 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และกรุงเทพมหานคร


ภาพรวมความเสียหายครอบคลุม 6,934 หมู่บ้าน 927 ตำบล 109 อำเภอ ส่งผลกระทบต่อประชาชน 1,145,352 ครัวเรือน หรือ 3,183,726 คน และมีผู้เสียชีวิตสะสมรวม 60 ราย ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าภารกิจเร่งด่วนยังไม่ใช่เพียงการรับมือกับฝนระลอกใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเร่งระบายน้ำ การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และการเตรียมความพร้อมในพื้นที่เสี่ยงที่ยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Reuters