เฝ้าระวังน้ำเหนือ! เตือนภาคกลางพื้นที่เสี่ยง ดร.เสรีชี้ กทม.ไม่ซ้ำรอยปี 54

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ แถลงข่าวในหัวข้อ "การเตรียมความพร้อมรับมือกับน้ำเหนือที่จะมา กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะรอดไหม?" โดยระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาสังคมเกิดความสับสนในการรับข้อมูลข่าวสาร ทำให้ไม่สามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันได้ทัน ประเทศไทยออกแบบระบบการเตือนภัยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
- T-Alert เป็นการสร้างข้อความเตือนภัยจากส่วนกลางที่มีเครื่องมือรับข้อมูลสาธารณภัยซึ่งในพื้นที่ไม่มี ได้แก่
- แผ่นดินไหว
- สึนามิ
- วาตภัย
- ภัยหนาว
- L-Alert เป็นการแจ้งเตือนที่ต้องอาศัยข้อมูลเชิงพื้นที่ประกอบการพิจารณาการแจ้งเตือนภัย ควบคู่ไปกับเครื่องมือจากส่วนกลาง เช่น
- อุทกภัย
- ดินโคลนถล่ม
- ภัยจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5
สรุปข่าว
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ แถลงข่าวในหัวข้อ "การเตรียมความพร้อมรับมือกับน้ำเหนือที่จะมา กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะรอดไหม?" โดยระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาสังคมเกิดความสับสนในการรับข้อมูลข่าวสาร ทำให้ไม่สามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันได้ทัน ประเทศไทยออกแบบระบบการเตือนภัยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
- T-Alert เป็นการสร้างข้อความเตือนภัยจากส่วนกลางที่มีเครื่องมือรับข้อมูลสาธารณภัยซึ่งในพื้นที่ไม่มี ได้แก่
- แผ่นดินไหว
- สึนามิ
- วาตภัย
- ภัยหนาว
- L-Alert เป็นการแจ้งเตือนที่ต้องอาศัยข้อมูลเชิงพื้นที่ประกอบการพิจารณาการแจ้งเตือนภัย ควบคู่ไปกับเครื่องมือจากส่วนกลาง เช่น
- อุทกภัย
- ดินโคลนถล่ม
- ภัยจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5
โดย L-Alert นั้น มีหัวใจสำคัญของระบบเตือนภัยคือ “ท้องถิ่น” หน่วยงานส่วนกลาง เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, กรมชลประทาน, กรมอุตุนิยมวิทยา, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและ GISTDA ส่งข้อมูลภาพกว้างให้กับท้องถิ่น จากนั้นท้องถิ่นต้องนำข้อมูลที่ได้ไปประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่ของตนเองเพื่อแจ้งเตือนภัยในพื้นทีได้ และกำหนดจุดอพยพที่ปลอดภัยชัดเจน เนื่องจากส่วนกลางมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถรู้รายละเอียดของพื้นที่ได้แม่นยำเท่ากับท้องถิ่น
กรณีสถานการณ์น้ำเหนือในปัจจุบันจะเหมือนปี 2554 หรือไม่ ดร.เสรี ระบุว่า สถานการณ์น้ำท่วมปี 69 จะไม่รุนแรงเท่าปี 54 เนื่องจากปริมาณฝนทั้งในภาคเหนือและภาคกลางในปี 69 ยังต่ำกว่าปี 54 มาก เขื่อนขนาดใหญ่หลายแห่งในภาคเหนือยังสามารถรองรับน้ำได้ รวมถึงปริมาณน้ำหลากสะสมที่ผ่านจังหวัดนครสวรรค์ในปี 69 ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับปี 54
เมื่อใช้โมเดลวิเคราะห์ฉากทัศน์กรณีเลวร้ายที่สุดในการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือมวลน้ำเหนือพบว่า ลุ่มเจ้าพระยาเสี่ยงน้ำท่วมหนักหลายพื้นที่ จำเป็นต้องตั้งการ์ดสูงเพื่อรับมือกับน้ำหลาก เนื่องจากแต่ละจังหวัดมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ขณะที่กรุงเทพมหานครแทบไม่มีความเสี่ยง ยกเว้นกรณีเกิดสถานการณ์รุนแรงจากฝนตกหนัก น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุนสูงขึ้นพร้อมกัน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กรุงเทพมหานครเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมได้
นอกจากนี้ ดร.เสรี ยังเสนอแนวปฏิบัติ 3 Helps เพื่อรับมือกับวิกฤตจากภัยธรรมชาติ ได้แก่
- Self Help
ช่วยเหลือตัวเองและครอบครัว รู้ทันความเสี่ยง เตรียมความพร้อมในการรับมือ ดูแลชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง
- Community Help
ช่วยเหลือชุมชน รวมพลังกันในชุมชน แบ่งปันทรัพยากร ดูแลผู้เปราะบางกว่า
- Nationality Help
ช่วยเหลือจากภาครัฐ จัดการอย่างเป็นระบบ สนับสนุนงบประมาณฟื้นฟูในระยะยาว
แนวปฏิบัตินี้จะช่วยให้เราสามารถอยู่รอดได้ในยุคที่ภัยพิบัติเกิดถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น และคาดการณ์ได้ยากขึ้น
- น้ำเหนือลดลง เขื่อนเจ้าพระยาคงการระบาย 2,500 ลบ.ม./วิ. พร้อมรับฝน 11-13 ตค.
- ด่วน! น้ำเหนือทะลัก! เจ้าพระยาระบายเพิ่ม 2,200 ลบ.ม. เตือน 11 จังหวัด–กทม. รับมือน้ำเพิ่ม
- ชีวิตยังคงต้องไปต่อ คนไทยปรับตัวหากิน เปิด “ตลาดน้ำ” กลางน้ำท่วม
- จับตาน้ำเหนือ! เขื่อนใกล้เต็ม เร่งระบายกระทบหลายพื้นที่
- เนปาล-อินเดีย เผชิญน้ำท่วมและดินถล่มจากฝนตกต่อเนื่อง คร่าชีวิตแล้วหลายราย
ที่มาข้อมูล : ดร.เสรี ศุภราทิตย์
ที่มารูปภาพ : Thai News Pix
