ด่วน! น้ำเหนือทะลัก! เจ้าพระยาระบายเพิ่ม 2,200 ลบ.ม. เตือน 11 จังหวัด–กทม. รับมือน้ำเพิ่ม

Share on Line Share on Facebook Share on X
ด่วน! น้ำเหนือทะลัก! เจ้าพระยาระบายเพิ่ม 2,200 ลบ.ม. เตือน 11 จังหวัด–กทม. รับมือน้ำเพิ่ม

รัฐบาลขอให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพิ่มความระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำล่วงหน้า หลังกรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และล่าสุดปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตั้งแต่เวลา 12.00 น. วันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อบริหารจัดการปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ก่อนหน้านี้ กรมชลประทานได้ออกหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 6 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด 11 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนเตรียมพร้อมรับมือปริมาณน้ำที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

สรุปข่าว

ด่วน! กรมชลประทานปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตั้งแต่เที่ยงวันนี้ หลังปริมาณน้ำเหนือเขื่อนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่คาดการณ์วันที่ 2 ต.ค. น้ำที่นครสวรรค์อาจแตะ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รัฐบาลเตือนประชาชนใน 11 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ เร่งยกของขึ้นที่สูงและเตรียมพร้อมรับมือน้ำเพิ่ม

รัฐบาลขอให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพิ่มความระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำล่วงหน้า หลังกรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และล่าสุดปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตั้งแต่เวลา 12.00 น. วันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อบริหารจัดการปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ก่อนหน้านี้ กรมชลประทานได้ออกหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 6 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด 11 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนเตรียมพร้อมรับมือปริมาณน้ำที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

กรมชลประทานคาดการณ์สถานการณ์น้ำในช่วง 1–5 วันข้างหน้า โดยวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ที่สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ อาจมีปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุดประมาณ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และยังมีน้ำจากลำน้ำสาขาไหลสมทบอีกประมาณ 700–750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอาจอยู่ที่ประมาณ 3,600–3,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่กรมชลประทานรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งประมาณ 550–580 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

 จากแนวโน้มดังกล่าว กรมชลประทานจึงปรับแผนบริหารจัดการน้ำ โดยเพิ่มการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ต้องเฝ้าระวังระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย

พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี และชัยนาท

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ อำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และบางไทร

จังหวัดอ่างทอง ได้แก่ อำเภอวิเศษชัยชาญ ป่าโมก เมืองอ่างทอง และไชโย

จังหวัดสิงห์บุรี ได้แก่ อำเภออินทร์บุรี พรหมบุรี และเมืองสิงห์บุรี

จังหวัดชัยนาท ได้แก่ อำเภอสรรพยา


อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานระบุว่า การปรับเพิ่มการระบายน้ำครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนที่อยู่ภายในคันกั้นน้ำ แต่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ และริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมล่วงหน้า

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า สิ่งสำคัญในขณะนี้คือการเตรียมตัวก่อนระดับน้ำเพิ่มสูง โดยขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงตรวจสอบจุดเสี่ยงบริเวณบ้านและชุมชน พร้อมดำเนินการตามความเหมาะสม

ทั้งการยกของขึ้นที่สูง โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า เอกสารสำคัญ และทรัพย์สินที่เสียหายจากน้ำได้ รวมถึงเคลื่อนย้ายรถยนต์ รถจักร สัตว์เลี้ยง และอุปกรณ์การเกษตรไปยังพื้นที่ปลอดภัย หากอยู่ในจุดเสี่ยง

นอกจากนี้ ขอให้เตรียมสิ่งของจำเป็นและช่องทางติดต่อฉุกเฉินให้พร้อม กรณีจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ และติดตามระดับน้ำ รวมถึงประกาศแจ้งเตือนจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณฝนและน้ำจากพื้นที่ตอนบน

รัฐบาลย้ำว่า การแจ้งเตือนครั้งนี้เป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ขอให้ประชาชน “ตื่นตัว แต่ไม่ตื่นตระหนก” โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ควรใช้เวลาขณะนี้บริหารจัดการทรัพย์สินและเตรียมความพร้อมของครัวเรือน ไม่ควรรอจนระดับน้ำเพิ่มสูงแล้วจึงดำเนินการ

ขณะที่กรมชลประทานจะติดตามสถานการณ์น้ำ ฝน และปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนอย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงหรือมีความจำเป็นต้องปรับแผนบริหารจัดการน้ำ จะเร่งแจ้งให้ประชาชนทราบ เพื่อให้แต่ละพื้นที่มีเวลาเตรียมพร้อมและบริหารความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Getty Image