จับตาฝนถล่มหนัก 5 วัน สทนช.เร่งระบายน้ำ แต่ย้ำไม่รุนแรงเท่าปี 54

Share on Line Share on Facebook Share on X
จับตาฝนถล่มหนัก 5 วัน สทนช.เร่งระบายน้ำ แต่ย้ำไม่รุนแรงเท่าปี 54

สทนช.เตรียมรับมือฝนตกหนักหลายพื้นที่ช่วง 23–27 ก.ย. โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก หวั่นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม กำชับหน่วยงานเร่งพร่องน้ำและเพิ่มศักยภาพการระบาย ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาเดินหน้าระบายน้ำ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที คาดอาจเพิ่มเป็น 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หากฝนยังตกต่อเนื่อง ย้ำสถานการณ์ยังไม่รุนแรงเทียบเท่าปี 2554 แต่พื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำอาจได้รับผลกระทบ


นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 5/2569 ว่า จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน จะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งพื้นที่เสี่ยงอาจเกิดสถานการณ์น้ำท่วม จึงได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมมาตรการรองรับและลดผลกระทบต่อประชาชน


สำหรับพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ กรมชลประทานจะเร่งพร่องน้ำในพื้นที่ฝั่งทะเลให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับปริมาณน้ำฝนที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 24–26 กันยายน ขณะที่กรุงเทพมหานครได้เตรียมพร่องน้ำในระบบระบายน้ำให้อยู่ในระดับต่ำเช่นกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับฝนตกหนักในช่วง 4 วันข้างหน้า


ส่วนสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน นายชยันต์กล่าวว่า ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา มีฝนตกสะสมค่อนข้างมาก ส่งผลให้จำเป็นต้องเร่งระบายน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา โดยตั้งแต่คืนวันที่ 22 กันยายน ได้เพิ่มการระบายน้ำเป็นอัตรา 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เนื่องจากหากชะลอการระบาย อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนบน


สรุปข่าว

สทนช.รับมือฝนตกหนัก 23–27 ก.ย. ระดมมาตรการพร่องน้ำทั่วประเทศ หวั่นมวลน้ำเพิ่มจากฝนตกสะสม เร่งระบายเจ้าพระยา 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จ่อขยับแตะ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมเร่งพร่องน้ำเขื่อนขุนด่านฯ และติดตั้งเครื่องสูบน้ำ–ผลักดันน้ำฝั่งตะวันตกเจ้าพระยา ย้ำสถานการณ์ยังไม่รุนแรงเท่าปี 2554 แต่พื้นที่นอกคันกั้นน้ำต้องเฝ้าระวัง

สทนช.เตรียมรับมือฝนตกหนักหลายพื้นที่ช่วง 23–27 ก.ย. โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก หวั่นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม กำชับหน่วยงานเร่งพร่องน้ำและเพิ่มศักยภาพการระบาย ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาเดินหน้าระบายน้ำ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที คาดอาจเพิ่มเป็น 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หากฝนยังตกต่อเนื่อง ย้ำสถานการณ์ยังไม่รุนแรงเทียบเท่าปี 2554 แต่พื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำอาจได้รับผลกระทบ


นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 5/2569 ว่า จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน จะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งพื้นที่เสี่ยงอาจเกิดสถานการณ์น้ำท่วม จึงได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมมาตรการรองรับและลดผลกระทบต่อประชาชน


สำหรับพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ กรมชลประทานจะเร่งพร่องน้ำในพื้นที่ฝั่งทะเลให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับปริมาณน้ำฝนที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 24–26 กันยายน ขณะที่กรุงเทพมหานครได้เตรียมพร่องน้ำในระบบระบายน้ำให้อยู่ในระดับต่ำเช่นกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับฝนตกหนักในช่วง 4 วันข้างหน้า


ส่วนสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน นายชยันต์กล่าวว่า ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา มีฝนตกสะสมค่อนข้างมาก ส่งผลให้จำเป็นต้องเร่งระบายน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา โดยตั้งแต่คืนวันที่ 22 กันยายน ได้เพิ่มการระบายน้ำเป็นอัตรา 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เนื่องจากหากชะลอการระบาย อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนบน


นอกจากนี้ ยังพบว่ามีฝนตกในพื้นที่ท้ายเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ค่อนข้างมาก ทำให้มีแนวโน้มว่าปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่ระบบและต้องระบายออกจะเพิ่มขึ้น โดยหากไม่มีฝนตกเพิ่มในปริมาณมาก คาดว่าอัตราการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาอาจเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที


อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ สทนช. ยืนยันว่า สถานการณ์น้ำในขณะนี้จะไม่รุนแรงเทียบเท่ากับสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 แต่พื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำยังอาจได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามสถานการณ์และประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด


ขณะที่จังหวัดนครนายก สทนช. ได้มอบหมายให้กรมชลประทานเร่งพร่องน้ำในเขื่อนขุนด่านปราการชล จากเดิมที่ระบายอยู่ประมาณวันละ 1.28 ล้านลูกบาศก์เมตร เตรียมปรับเพิ่มเป็นวันละ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อเร่งเปิดพื้นที่ว่างในอ่างเก็บน้ำ รองรับปริมาณน้ำฝนที่จะไหลเข้าสู่พื้นที่ในระยะต่อไป


สำหรับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ซึ่งมีโอกาสเกิดฝนตกหนัก ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้เตรียมพร้อมรับมือ ขณะที่พื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา กรมชลประทานจะติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ เพื่อช่วยเร่งการระบายน้ำลงสู่ทะเล


ทั้งนี้ เนื่องจากลำน้ำท่าจีนมีลักษณะคดเคี้ยว ทำให้การระบายน้ำตามธรรมชาติทำได้ไม่เต็มศักยภาพและอาจเกิดความล่าช้า จึงจำเป็นต้องเพิ่มเครื่องมือและอุปกรณ์ช่วยผลักดันน้ำ เพื่อเร่งระบายมวลน้ำออกจากพื้นที่ให้ได้เร็วที่สุด ก่อนที่ฝนระลอกใหม่จะเข้ามาเติมปริมาณน้ำในระบบอีกครั้ง

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Getty Images