โลกจับตา "ซูเปอร์เอลนีโญ" ทำข้าว-กาแฟ-น้ำตาลแพงขึ้น เสี่ยงยืดเยื้อไปจนถึงปี 2571

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกจับตา "ซูเปอร์เอลนีโญ" ทำข้าว-กาแฟ-น้ำตาลแพงขึ้น เสี่ยงยืดเยื้อไปจนถึงปี 2571

นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำของโลก เตือนว่า ปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Niño) ฤดูกาล 2569-2570 ซึ่งมีแนวโน้มพัฒนาเป็น "ซูเปอร์เอลนีโญ" หรือที่บางฝ่ายเรียกว่า "Godzilla El Niño" อาจส่งผลให้ราคาอาหารโลกพุ่งสูงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2571 จากผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลก

คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาอาหารโลกกำลังได้รับแรงกดดันจากสงครามอิหร่าน ซึ่งทำให้ต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และการขนส่งเพิ่มสูงขึ้น นักวิเคราะห์จึงมองว่า โลกกำลังเผชิญ "แรงกระแทกสองด้าน" พร้อมกัน ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาพอากาศสุดขั้วที่ทวีความรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สรุปข่าว

จับตาราคาอาหารทั่วโลก เมื่อนักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่กำลังก่อตัว มีโอกาสสร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรในหลายภูมิภาคของโลก ซ้ำเติมผลกระทบจากสงครามและต้นทุนการผลิตที่สูงอยู่แล้ว จนเสี่ยงดันราคาข้าว กาแฟ น้ำตาล น้ำมันปาล์ม และสินค้าเกษตรสำคัญพุ่งต่อเนื่อง โดยผลกระทบอาจยืดเยื้อไปจนถึงปี 2571

นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำของโลก เตือนว่า ปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Niño) ฤดูกาล 2569-2570 ซึ่งมีแนวโน้มพัฒนาเป็น "ซูเปอร์เอลนีโญ" หรือที่บางฝ่ายเรียกว่า "Godzilla El Niño" อาจส่งผลให้ราคาอาหารโลกพุ่งสูงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2571 จากผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลก

คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาอาหารโลกกำลังได้รับแรงกดดันจากสงครามอิหร่าน ซึ่งทำให้ต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และการขนส่งเพิ่มสูงขึ้น นักวิเคราะห์จึงมองว่า โลกกำลังเผชิญ "แรงกระแทกสองด้าน" พร้อมกัน ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาพอากาศสุดขั้วที่ทวีความรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า เอลนีโญเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบลมเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ส่งผลให้น้ำทะเลอุ่นผิดปกติแผ่ขยายเข้าสู่บริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเส้นศูนย์สูตร ซึ่งกระตุ้นให้เกิดคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก และพายุที่รุนแรงขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก

สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NOAA) ยืนยันเมื่อเดือนที่ผ่านมา ว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังอุ่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาส 63% ที่อุณหภูมิจะสูงกว่าค่าปกติมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งถือเป็นระดับที่อาจพัฒนาไปสู่ซูเปอร์เอลนีโญ

นักวิเคราะห์ของธนาคาร Goldman Sachs คาดว่า หากซูเปอร์เอลนีโญเกิดขึ้นเต็มรูปแบบ ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกอาจเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15.8% ขณะที่ราคาอาหารในกลุ่มประเทศยูโรโซนอาจปรับเพิ่มอีกประมาณ 1.3% อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจะไม่เกิดขึ้นทันที แต่จะค่อย ๆ ส่งผ่านมายังผู้บริโภคตามรอบการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว และระบบโลจิสติกส์ ทำให้ผลกระทบอาจเห็นชัดที่สุดในช่วงครึ่งหลังของปี 2571

ด้านธนาคาร UBS ระบุว่า เอลนีโญไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทุกพื้นที่เหมือนกัน แต่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบฝนและอุณหภูมิทั่วโลก ทำให้บางประเทศได้รับประโยชน์ ขณะที่หลายพื้นที่จะเผชิญภัยแล้งหรือน้ำท่วมอย่างรุนแรง

พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ แอฟริกาตอนใต้ และตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งมีแนวโน้มเกิดภัยแล้ง ขณะที่บราซิลตอนใต้ อาร์เจนตินา ปารากวัย และอุรุกวัย อาจเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วม

ส่วนที่อินเดียเริ่มเห็นผลกระทบแล้ว โดยหลายพื้นที่มีฝนจากมรสุมต่ำกว่าปกติอย่างมาก บางพื้นที่ได้รับฝนเพียง 25% ของค่าเฉลี่ย และพื้นที่ตอนกลางของประเทศได้รับฝนเพียง 50% ของปริมาณปกติ ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกข้าว ข้าวสาลี และอ้อย

ขณะเดียวกัน ภัยแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจทำให้ผลผลิต น้ำมันปาล์ม ลดลง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ส่วนผลผลิต กาแฟ และ โกโก้ ก็มีแนวโน้มลดลงจากสภาพอากาศที่ร้อนและแปรปรวน รวมถึงความเสี่ยงจากโรคพืชที่อาจระบาดมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เคยประเมินว่า เอลนีโญรุนแรงสามารถผลักดันราคาสินค้าเกษตรโลกเพิ่มขึ้นได้ถึง 9% โดยเฉพาะ ถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าว

ด้านธนาคาร UniCredit ประเมินว่า หากเกิดซูเปอร์เอลนีโญในระดับรุนแรง ผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลกอาจลดลง 14.3% คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 342,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 11.2 ล้านล้านบาท (คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 32.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ)

UniCredit ยังเตือนว่า ราคาสินค้าเกษตรหลักอาจปรับตัวสูงขึ้น 10-50% ขณะที่สินค้าที่เปราะบางที่สุด ได้แก่ ข้าว น้ำมันปาล์ม น้ำตาล และกาแฟ อาจมีราคาพุ่งขึ้นถึง 50-100% หรือมากกว่านั้น

แม้ว่าปัจจุบันระบบอาหารโลกยังมีปริมาณสำรองรองรับอยู่ในระดับหนึ่ง แต่นักวิเคราะห์เตือนว่า ช่องว่างในการรับมือวิกฤตกำลังลดลงอย่างมาก หากซูเปอร์เอลนีโญเกิดขึ้นพร้อมกับความขัดแย้งระหว่างประเทศและสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงขึ้น โลกอาจต้องเผชิญภาวะราคาอาหารแพงและเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อไปอีกหลายปี

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Envato