UN เตือนไทย! ติดอันดับ 17 โลกเสี่ยงอากาศสุดขั้ว อุณหภูมิพุ่ง 44.2°C

Share on Line Share on Facebook Share on X
UN เตือนไทย!  ติดอันดับ 17 โลกเสี่ยงอากาศสุดขั้ว อุณหภูมิพุ่ง 44.2°C

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับเสียงเตือนจากสหประชาชาติ เมื่อโลกเดือดกำลังท้าทายประเทศไทย

ประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UN Thailand) ได้ออกมาแสดงความกังวลถึงความเสี่ยงด้านสภาพอากาศสุดขั้วที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง

UN Thailand ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลายมิติ โดยภัยพิบัติทางธรรมชาติมีแนวโน้มเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ทั้งภัยแล้งที่ยาวนาน การขาดแคลนน้ำ และน้ำท่วมฉับพลันที่ส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ของประเทศ

สรุปข่าว

องค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วมฉับพลัน และระดับน้ำทะเลสูงขึ้น จากวิกฤตโลกร้อนที่รุนแรงขึ้น โดยไทยถูกจัดอยู่ใน อันดับ 17 ของโลก ที่มีความเสี่ยงสูงจากสภาพอากาศสุดขั้ว ขณะที่อุณหภูมิในภูมิภาคอาจแตะ 44.2 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และภาคเกษตร สำหรับประเทศไทยเดินหน้าตั้งเป้า Net Zero และ Carbon Neutrality ภายในปี 2050 พร้อมผลักดันกฎหมาย Climate Change Act เพื่อรับมือและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับเสียงเตือนจากสหประชาชาติ เมื่อโลกเดือดกำลังท้าทายประเทศไทย

ประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UN Thailand) ได้ออกมาแสดงความกังวลถึงความเสี่ยงด้านสภาพอากาศสุดขั้วที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง

UN Thailand ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลายมิติ โดยภัยพิบัติทางธรรมชาติมีแนวโน้มเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ทั้งภัยแล้งที่ยาวนาน การขาดแคลนน้ำ และน้ำท่วมฉับพลันที่ส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ของประเทศ

ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังเผชิญความเสี่ยงจากปัญหาความร้อนสะสมในเขตเมือง รวมถึงระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจเร่งให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งและสร้างผลกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่งในอนาคต4

นอกจากนี้ UN Thailand ยังชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำจากผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยกลุ่มคนยากจน ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง มักเป็นกลุ่มแรกที่สูญเสียอาชีพและได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน ขณะที่เด็กในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ถูกประเมินว่ามีความเสี่ยงสูงต่อโรคระบาดและภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ

สำหรับปี 2026 องค์การสหประชาชาติแสดงความกังวลเป็นพิเศษต่อสถานการณ์สภาพภูมิอากาศของประเทศไทย หลังอุณหภูมิโลกยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้ประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญคลื่นความร้อน สภาพอากาศสุดขั้ว และวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงกว่าหลายปีที่ผ่านมา

ข้อมูลจากรายงาน Climate Risk Index ระบุว่า ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 17 ของโลกในด้านความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว ขณะที่ข้อมูลจากหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติและ Germanwatch ชี้ว่า ประเทศไทยจะเผชิญเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ภัยแล้ง และคลื่นความร้อนที่เกิดถี่ขึ้นและมีความรุนแรงมากขึ้น

UN ยังเตือนว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปี 2026 มีแนวโน้มสูงกว่าระดับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อฤดูกาลและระบบมรสุมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย โดยอุณหภูมิในหลายพื้นที่ของภูมิภาคอาจแตะระดับ 44.2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การดำรงชีวิต และภาคเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากความร้อนที่รุนแรงขึ้นแล้ว UN ยังระบุว่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กและมลพิษทางอากาศอาจทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน รวมถึงภาคการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

ในระดับภูมิภาค องค์การสหประชาชาติประเมินว่า ประเทศไทยและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงอยู่ในกลุ่มพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยความเสียหายทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาจสูงถึง 47.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หากไม่สามารถรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยได้ประกาศยกระดับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับความร่วมมือของประชาคมโลก โดยตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปีเดียวกัน พร้อมผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) เพื่อวางกลไกการบริหารจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงระบบภาษีคาร์บอน เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

เสียงเตือนจากองค์การสหประชาชาติสะท้อนว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ปัญหาในอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน และประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งทั้งการปรับตัวและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในทุกปี

ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat

ที่มารูปภาพ : NASA