
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก SonthiKotchawatเกี่ยวกับสภาพอากาศสุดขั้วปี 2026 ถึงจุด "Point of No Return" โลกเผชิญคลื่นความร้อน ซูเปอร์เอลนีโญ และธารน้ำแข็งละลาย
ดร.สนธิระบุว่า ปี 2026 กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งปีที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างหนัก หลังหลายพื้นที่ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุด เกิดคลื่นความร้อนรุนแรง ภัยพิบัติถี่ขึ้นจากการกลับมาของปรากฏการณ์ Super El Niño ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ระบบนิเวศหลายแห่งกำลังเข้าใกล้ "Point of No Return" หรือจุดที่ยากจะย้อนกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อีก
ศูนย์ติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (C3S) เปิดเผยว่า เดือนมิถุนายน 2026 เป็นเดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากปี 2024 โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกสูงกว่าค่าเฉลี่ยในยุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.39 องศาเซลเซียสสะท้อนว่าโลกยังคงเผชิญภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ยุโรปตะวันตกเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนสะสมมากกว่า 3,700 รายในฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม อีกทั้งสถานีตรวจวัดสภาพอากาศกว่า 395 แห่งยังทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดตลอดกาล
สรุปข่าว
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก SonthiKotchawatเกี่ยวกับสภาพอากาศสุดขั้วปี 2026 ถึงจุด "Point of No Return" โลกเผชิญคลื่นความร้อน ซูเปอร์เอลนีโญ และธารน้ำแข็งละลาย
ดร.สนธิระบุว่า ปี 2026 กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งปีที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างหนัก หลังหลายพื้นที่ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุด เกิดคลื่นความร้อนรุนแรง ภัยพิบัติถี่ขึ้นจากการกลับมาของปรากฏการณ์ Super El Niño ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ระบบนิเวศหลายแห่งกำลังเข้าใกล้ "Point of No Return" หรือจุดที่ยากจะย้อนกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อีก
ศูนย์ติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (C3S) เปิดเผยว่า เดือนมิถุนายน 2026 เป็นเดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากปี 2024 โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกสูงกว่าค่าเฉลี่ยในยุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.39 องศาเซลเซียสสะท้อนว่าโลกยังคงเผชิญภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ยุโรปตะวันตกเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนสะสมมากกว่า 3,700 รายในฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม อีกทั้งสถานีตรวจวัดสภาพอากาศกว่า 395 แห่งยังทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดตลอดกาล
ไม่เพียงบนบกเท่านั้น พื้นผิวมหาสมุทรทั่วโลกก็ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลเฉลี่ย (Sea Surface Temperature : SST) ในเดือนมิถุนายนพุ่งแตะ 20.86 องศาเซลเซียสซึ่งเป็นสถิติสูงสุดใหม่สำหรับเดือนมิถุนายน ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อนในทะเลและวิกฤตปะการังฟอกขาวในหลายพื้นที่
สถานการณ์ยิ่งน่ากังวล หลังนักวิทยาศาสตร์ยืนยันการก่อตัวของ Super El Niño ในช่วงกลางปี 2026 ซึ่งคาดว่าจะมีความรุนแรงต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2027 ทำให้ปี 2026 และ 2027 มีแนวโน้มสูงที่จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์การบันทึกข้อมูล
องค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก พร้อมกระตุ้นให้ภัยแล้งและน้ำท่วมรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยไนจีเรียและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ ขณะที่จีนประสบทั้งน้ำท่วมหนักในมณฑลกว่างซี และคลื่นความร้อนสูงถึง 50 องศาเซลเซียสในเขตซินเจียง
ด้านองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) รายงานว่า ธารน้ำแข็งเขตร้อนแห่งสุดท้ายในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย อาจละลายหายไปทั้งหมดภายในสิ้นปี 2026 หรือต้นปี 2027 ขณะที่พื้นที่น้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกลดลงต่ำสุดเป็นอันดับ 3 ในรอบ 48 ปี โดยอุณหภูมิบริเวณอาร์กติกสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 2.22 องศาเซลเซียส
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การสูญเสียพื้นที่น้ำแข็งยังส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ Albedo Effect หรือการลดลงของพื้นที่สะท้อนรังสีดวงอาทิตย์ เมื่อพื้นผิวสีขาวของน้ำแข็งถูกแทนที่ด้วยทะเลสีเข้มที่ดูดซับความร้อนมากกว่า ส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นและเร่งการละลายของน้ำแข็งให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
แม้วิกฤตสภาพภูมิอากาศจะทวีความรุนแรง แต่ยังมีสัญญาณบวกจากภาคพลังงาน โดยรายงาน Statistical Review of World Energy ระบุว่า พลังงานหมุนเวียนกลายเป็นแหล่งพลังงานที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก แซงหน้าการเติบโตของน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ยังร่วมกับภาคีเครือข่ายพัฒนา Adaptation Fortress หรือ "ป้อมปราการเพื่อการปรับตัว" แห่งแรกในบังกลาเทศ ซึ่งเป็นศูนย์พักพิงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ออกแบบมาเพื่อรับมือคลื่นความร้อนสูงถึง 44 องศาเซลเซียส และพายุไซโคลนตลอดทั้งปี
ปี 2026 จึงไม่ใช่เพียงปีแห่งการทำลายสถิติด้านสภาพอากาศ แต่ยังเป็นปีที่โลกกำลังได้รับสัญญาณเตือนครั้งสำคัญว่า หากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังดำเนินไปไม่ทันต่อสถานการณ์ โลกอาจกำลังเข้าใกล้ "Point of No Return" หรือจุดเปลี่ยนที่ระบบภูมิอากาศและระบบนิเวศหลายส่วนไม่สามารถย้อนกลับสู่สภาพเดิมได้อีกต่อไป
- คลื่นความร้อนถล่มลอนดอนระลอกที่ 3 ของปี คาดอุณหภูมิแตะ 30 องศาเซลเซียส
- จับตาปลายปี 69–70 ไทยเสี่ยงเผชิญอากาศสุดขั้ว รุนแรงกว่าที่เคย
- ฝรั่งเศสเดือด! ร้อนจัด 41 องศาฯ แม่น้ำแห้งจนเห็นสันทราย
- ฤดูหนาวไม่หนาวอีกต่อไป! "ส้มยูซุ" งอกงามในฝรั่งเศส สะท้อนโลกกำลังเปลี่ยน
- โลกเดือด ภูเขาพัง! นักวิทย์เตือน "ดินถล่ม" ถี่และรุนแรงขึ้นจากวิกฤตโลกร้อน
ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก SonthiKotchawat
ที่มารูปภาพ : Reuters
