
นายกฤชนนท์ จินดาวงศ์ นักวิเคราะห์จากศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิดเผยรายงานเรื่อง "ภาคเกษตรไทยกับความเสี่ยงภัยแล้งจาก Super El Niño 2026" โดยระบุว่า ภาวะเอลนีโญที่มีแนวโน้มกลับมารุนแรงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปี 2570 จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคเกษตรไทย ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่ใช้น้ำมากที่สุด คิดเป็นประมาณร้อยละ 75 ของการใช้น้ำทั้งประเทศ
รายงานระบุว่า พื้นที่เพาะปลูกของไทยมากกว่าร้อยละ 80 อยู่นอกเขตชลประทานและต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ทำให้มีความเปราะบางต่อภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งมากกว่าภาคเศรษฐกิจอื่น
สรุปข่าว
นายกฤชนนท์ จินดาวงศ์ นักวิเคราะห์จากศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิดเผยรายงานเรื่อง "ภาคเกษตรไทยกับความเสี่ยงภัยแล้งจาก Super El Niño 2026" โดยระบุว่า ภาวะเอลนีโญที่มีแนวโน้มกลับมารุนแรงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปี 2570 จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคเกษตรไทย ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่ใช้น้ำมากที่สุด คิดเป็นประมาณร้อยละ 75 ของการใช้น้ำทั้งประเทศ
รายงานระบุว่า พื้นที่เพาะปลูกของไทยมากกว่าร้อยละ 80 อยู่นอกเขตชลประทานและต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ทำให้มีความเปราะบางต่อภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งมากกว่าภาคเศรษฐกิจอื่น
Krungthai COMPASS ประเมินว่า ในกรณีฐาน ภาวะ Super El Niño รอบนี้อาจสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยประมาณ 62,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.31 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยผลกระทบจะเริ่มชัดเจนตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จากปริมาณฝนที่ลดลงและฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้ผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญลดลง
ข้าวเป็นพืชที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยคาดว่าผลผลิตจะลดลงราว 5.4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 43,046 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ อ้อย ซึ่งคาดว่าผลผลิตจะลดลง 12 ล้านตัน มูลค่าความเสียหาย 10,711 ล้านบาท และมันสำปะหลัง ลดลงประมาณ 3.1 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 8,098 ล้านบาท
รายงานยังชี้ให้เห็นว่า ความถี่ของการเกิดเอลนีโญมีแนวโน้มถี่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เกิดห่างกันประมาณ 5 ปี ก่อนเกิดเอลนีโญรุนแรงในช่วงปี 2558-2559 แต่หลังจากนั้นเกิดซ้ำในช่วงปี 2562-2563 และ 2566-2567 ก่อนมีแนวโน้มกลับมาอีกครั้งในปี 2569 ทำให้ระยะห่างลดลงเหลือเฉลี่ยเพียง 2-3 ปี ส่งผลให้ภาคเกษตรมีเวลาฟื้นตัวจากผลกระทบของภัยแล้งน้อยลง
Krungthai COMPASS เสนอให้ทุกภาคส่วนเร่งยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยภาคธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูปควรสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบผ่านระบบ Contract Farming หรือการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีด้านภูมิอากาศ (Climate Tech) มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
สำหรับเกษตรกร แนะนำให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูกให้ใช้น้ำน้อยลง เช่น การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) เลือกใช้พันธุ์พืชที่ทนแล้ง และใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศควบคู่กับเทคโนโลยีในการวางแผนการผลิต
ขณะที่ภาครัฐควรเร่งลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทาน สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชที่ทนต่อสภาพอากาศสุดขั้ว รวมถึงพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าและฐานข้อมูลความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk) เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและลดผลกระทบต่อภาคเกษตรไทยในระยะยาว
- เอลนีโญรุนแรงปี 2569 โลกเสี่ยงอุณหภูมิพุ่ง เปิดคู่มือรับมือภัยแล้งทั้งประชาชนและอุตสาหกรรม
- UN เตือนโลกเข้าสู่จุดอันตราย! เสี่ยงเผชิญภัยพิบัติถี่และหนักขึ้น
- อุตุฯโลกจับตา “เอลนีโญ” ปีนี้ สัญญาณเริ่มชัดว่าแรงแน่นอน คาดดันอุณหภูมิโลกสูงทุบสถิติ
- WMO เตือนเอลนีโญรุนแรงขึ้น ยุโรปเผชิญไฟป่า สเปน-โปรตุเกสเร่งคุมเพลิง
- “เอลนีโญ” ส่อแล้งหนัก ยาวถึงกลางปี 70 เสี่ยงกระทบข้าวลดลง 1 ใน 4
ที่มาข้อมูล : TNN/ Krungthai COMPASS
ที่มารูปภาพ : Envato
