ยุโรปเถียงกันเดือด “ควรติดแอร์ไหม?” ท่ามกลางวิกฤตคลื่นความร้อน

Share on Line Share on Facebook Share on X
ยุโรปเถียงกันเดือด  “ควรติดแอร์ไหม?” ท่ามกลางวิกฤตคลื่นความร้อน

ท่ามกลางคลื่นความร้อนที่ทำลายสถิติในหลายประเทศของยุโรป ประเด็นเรื่อง "เครื่องปรับอากาศ" ได้กลายเป็นข้อถกเถียงทางการเมืองและสังคมอย่างร้อนแรง หลังหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าประเทศในยุโรปมีอัตราการติดตั้งเครื่องปรับอากาศต่ำเกินไป จนไม่สามารถรับมือกับอุณหภูมิที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ได้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขมองว่า การถกเถียงดังกล่าวกำลังเบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือการปกป้องชีวิตประชาชนจากภัยคลื่นความร้อน

ล่าสุด เยอรมนีเพิ่งเผชิญอุณหภูมิสูงถึง 41.7 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของประเทศ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากเริ่มปรับตัวรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ชายวัย 65 ปีในรัฐบรันเดินบวร์ก เปิดเผยว่า เขาตัดสินใจติดตั้งเครื่องปรับอากาศเมื่อสองปีก่อน หลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง เพราะรู้สึกว่าการทนต่ออากาศร้อนเป็นเรื่องยากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ปัจจุบันมีบ้านเรือนในเยอรมนีเพียงประมาณ 6% เท่านั้นที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบถาวร

สรุปข่าว

คลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นในยุโรปไม่ได้สร้างสถิติอุณหภูมิสูงสุดเพียงอย่างเดียว แต่ยังจุดชนวนให้เกิดข้อถกเถียงครั้งใหญ่เกี่ยวกับการใช้ “เครื่องปรับอากาศ” เมื่อประเด็นด้านสาธารณสุข การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และนโยบายพลังงาน กลายเป็นสมรภูมิทางการเมือง ท่ามกลางคำเตือนของผู้เชี่ยวชาญว่า สิ่งที่ควรให้ความสำคัญที่สุดไม่ใช่การถกเถียงว่า "ควรติดแอร์หรือไม่?" แต่คือการปกป้องชีวิตประชาชนจากคลื่นความร้อนที่กำลังรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้นจากภาวะโลกร้อน

ท่ามกลางคลื่นความร้อนที่ทำลายสถิติในหลายประเทศของยุโรป ประเด็นเรื่อง "เครื่องปรับอากาศ" ได้กลายเป็นข้อถกเถียงทางการเมืองและสังคมอย่างร้อนแรง หลังหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าประเทศในยุโรปมีอัตราการติดตั้งเครื่องปรับอากาศต่ำเกินไป จนไม่สามารถรับมือกับอุณหภูมิที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ได้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขมองว่า การถกเถียงดังกล่าวกำลังเบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือการปกป้องชีวิตประชาชนจากภัยคลื่นความร้อน

ล่าสุด เยอรมนีเพิ่งเผชิญอุณหภูมิสูงถึง 41.7 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของประเทศ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากเริ่มปรับตัวรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ชายวัย 65 ปีในรัฐบรันเดินบวร์ก เปิดเผยว่า เขาตัดสินใจติดตั้งเครื่องปรับอากาศเมื่อสองปีก่อน หลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง เพราะรู้สึกว่าการทนต่ออากาศร้อนเป็นเรื่องยากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ปัจจุบันมีบ้านเรือนในเยอรมนีเพียงประมาณ 6% เท่านั้นที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบถาวร

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ยุโรปควรเดินหน้าลงทุนทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กัน โดยสนับสนุนให้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศในสถานที่ที่มีความจำเป็น เช่น โรงพยาบาล บ้านพักผู้สูงอายุ โรงเรียน และระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง ขณะเดียวกันควรเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยลดความร้อนในระยะยาว เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การปลูกต้นไม้ การปรับปรุงฉนวนอาคาร และการจัดตั้งศูนย์คลายร้อนสำหรับประชาชน

ผลการศึกษาระบุว่า มาตรการรับมือคลื่นความร้อนของยุโรปช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากสภาพอากาศร้อนจัดได้ถึง 75% เมื่อเทียบกับสถานการณ์เมื่อ 20 ปีก่อน แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน คลื่นความร้อนกลับทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การอนามัยโลกประเมินว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา มีชาวยุโรปเสียชีวิตจากความร้อนมากกว่า 200,000 คน และคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนปีนี้อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกหลายพันถึงหลักหมื่นราย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นการใช้เครื่องปรับอากาศได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองในหลายประเทศ โดยเฉพาะในเยอรมนีและฝรั่งเศส พรรคฝ่ายค้านฝ่ายขวาหลายพรรคกล่าวหาว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมมากเกินไป จนละเลยการปกป้องชีวิตประชาชน พร้อมโจมตีมาตรฐานอาคารประหยัดพลังงานว่าเป็นอุปสรรคต่อการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ขณะที่ก่อนหน้านี้ พรรคฝ่ายค้านบางส่วนเคยวิจารณ์รัฐบาลว่า "ตื่นตระหนกกับคลื่นความร้อนเกินเหตุ" แต่ล่าสุดกลับเรียกร้องให้เร่งติดตั้งเครื่องปรับอากาศมากขึ้น

การถกเถียงยังขยายวงกว้างไปถึงสหรัฐอเมริกา หลังมีผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์บางส่วนมองว่า ยุโรปควรติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้แพร่หลายเหมือนในสหรัฐฯ ซึ่งมีบ้านเรือนกว่า 90% ใช้เครื่องปรับอากาศ แตกต่างจากหลายประเทศในยุโรปที่ยังมีอัตราการใช้งานต่ำ

แม้เครื่องปรับอากาศจะช่วยลดความเสี่ยงจากคลื่นความร้อนได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การใช้งานอย่างแพร่หลายก็มีข้อเสียเช่นกัน ทั้งการปล่อยความร้อนออกสู่ภายนอกอาคาร ซึ่งยิ่งทำให้อุณหภูมิในเมืองสูงขึ้น หรือปรากฏการณ์ "เกาะความร้อนในเมือง" รวมถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณมากที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อไฟฟ้าดับในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟสูงสุด

ข้อมูลยังชี้ว่า แม้อัตราการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในยุโรปจะยังต่ำ แต่หลายประเทศเริ่มมีการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนบ่อยครั้ง เช่น อิตาลีและสเปน ซึ่งปัจจุบันมีบ้านเรือนมากกว่าครึ่งติดตั้งเครื่องปรับอากาศแล้ว ส่วนฝรั่งเศสมีอัตราการติดตั้งเฉลี่ยราว 24% แต่ในพื้นที่ตอนใต้ที่มีอากาศร้อนจัด ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเกือบ 50%

ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า แม้เครื่องปรับอากาศจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยชีวิตผู้คน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และกลุ่มเปราะบาง แต่การรับมือกับคลื่นความร้อนในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยมาตรการที่หลากหลายควบคู่กัน ทั้งการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การออกแบบอาคารให้เย็นขึ้น และการวางผังเมืองที่เหมาะสม เพื่อให้เมืองสามารถปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นได้อย่างยั่งยืน

นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดยังตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันหลายประเทศใช้พลังงานจำนวนมหาศาลเพื่อทำความเย็นให้ศูนย์ข้อมูล (Data Center) สำหรับระบบดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ แต่กลับยังมีประชาชนจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบทำความเย็นเพื่อปกป้องชีวิตตนเองในช่วงคลื่นความร้อน พร้อมย้ำว่า "ชีวิตของผู้คนควรมีความสำคัญมากกว่าการทำความเย็นให้กับระบบ AI"

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters