ชาวนาอีสานเสี่ยงหนัก! “โรคไข้ดิน” พุ่งสูงช่วงฤดูฝน เตือนอย่าชะล่าใจ

Share on Line Share on Facebook Share on X
ชาวนาอีสานเสี่ยงหนัก!  “โรคไข้ดิน” พุ่งสูงช่วงฤดูฝน  เตือนอย่าชะล่าใจ

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับไข้ดินระบาดหนักในกลุ่มเกษตรกร ภาคอีสาน...ระวังตัวด้วย!

 

โรคไข้ดิน หรือ โรคเมลิออยโดสิส (Melioidosis) เป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่เกิดจากแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ซึ่งอาศัยอยู่ในดินและน้ำ พบผู้ป่วยประปรายตลอดทั้งปี แต่ระบาดหนักและพบผู้ป่วยสูงสุดในช่วงฤดูฝน อัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูงอยู่ที่ร้อยละ 3–11 โดยข้อมูลล่าสุดพบผู้ป่วยสะสมกว่า 732 ราย และเสียชีวิต 23 ราย ขณะที่โรคนี้มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 35–40 หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

 

พื้นที่ระบาดพบได้ทุกภูมิภาคของประเทศ แต่ชุกชุมมากที่สุดในพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มเสี่ยงสูงคือเกษตรกร ผู้ที่ต้องลุยน้ำ ย่ำโคลน หรือสัมผัสดินและน้ำเป็นเวลานาน รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

 

สรุปข่าว

ดร.สนธิ คชวัฒน์ เตือนเกษตรกร “โรคไข้ดิน” หรือเมลิออยโดสิส ระบาดหนักช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรภาคอีสาน ผู้ที่สัมผัสดินและน้ำ รวมถึงผู้ป่วยเบาหวานและโรคไตมีความเสี่ยงสูง ข้อมูลล่าสุดพบผู้ป่วยสะสมกว่า 732 ราย เสียชีวิต 23 ราย ขณะที่ประเทศไทยคาดว่ามีผู้ป่วยมากกว่า 2,000 รายต่อปี และหากไม่ได้รับการรักษา อัตราเสียชีวิตอาจสูงถึงร้อยละ 35–40 แพทย์แนะสวมรองเท้าบูทและถุงมือเมื่อสัมผัสดินหรือน้ำ ดูแลบาดแผล รักษาความสะอาด และรีบพบแพทย์ทันทีหากมีไข้สูง หอบเหนื่อย หรือมีฝีหนองตามร่างกาย

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับไข้ดินระบาดหนักในกลุ่มเกษตรกร ภาคอีสาน...ระวังตัวด้วย!

 

โรคไข้ดิน หรือ โรคเมลิออยโดสิส (Melioidosis) เป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่เกิดจากแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ซึ่งอาศัยอยู่ในดินและน้ำ พบผู้ป่วยประปรายตลอดทั้งปี แต่ระบาดหนักและพบผู้ป่วยสูงสุดในช่วงฤดูฝน อัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูงอยู่ที่ร้อยละ 3–11 โดยข้อมูลล่าสุดพบผู้ป่วยสะสมกว่า 732 ราย และเสียชีวิต 23 ราย ขณะที่โรคนี้มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 35–40 หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

 

พื้นที่ระบาดพบได้ทุกภูมิภาคของประเทศ แต่ชุกชุมมากที่สุดในพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มเสี่ยงสูงคือเกษตรกร ผู้ที่ต้องลุยน้ำ ย่ำโคลน หรือสัมผัสดินและน้ำเป็นเวลานาน รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

 

สำหรับสถานการณ์โรคในประเทศไทย พบผู้ป่วยได้ทุกภาคทั่วประเทศ แต่พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดอุบลราชธานี ผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 60–95 เป็นชาวไร่ชาวนา หรือผู้ที่ทำงานกับดินและน้ำ และพบผู้ป่วยมากในช่วงฤดูฝน จากการคาดคะเนคาดว่าประเทศไทยน่าจะมีผู้ป่วยมากกว่าปีละ 2,000 ราย


โรคไข้ดินมีฉายาว่า "นักพรางตัว" เนื่องจากอาการมักไม่จำเพาะเจาะจง คล้ายไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม หรือวัณโรค ทำให้วินิจฉัยโรคได้ยาก โดยอาการที่ต้องสังเกต ได้แก่ มีไข้สูงเฉียบพลัน หรือมีไข้เรื้อรังเกิน 2–3 วัน มีอาการทางปอด เช่น ไอ หายใจหอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก หรือปอดอักเสบรุนแรง รวมถึงพบฝีหนองที่ผิวหนัง ปอด ตับ หรือม้าม และหากอาการรุนแรงอาจเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด

 

หากพบคนใกล้ชิดอยู่ในพื้นที่เสี่ยงและมีอาการไข้สูงร่วมกับอาการหอบเหนื่อย หรือมีฝีหนองขึ้นตามร่างกาย แนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที


สำหรับแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันอย่างปลอดภัย ควรสวมรองเท้าบูทยางและถุงมือยางทุกครั้งเมื่อต้องลุยน้ำ ทำนา ทำสวน หรือสัมผัสดิน ปิดบาดแผลตามร่างกายให้มิดชิด และหลีกเลี่ยงการลุยน้ำหากมีบาดแผลเปิด หลังเสร็จกิจกรรมกลางแจ้งหรือสัมผัสดินและน้ำ ควรรีบอาบน้ำ ล้างมือและเท้าด้วยสบู่ให้สะอาดทันที นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำที่ไม่สะอาด และรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่เสมอ ส่วนผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคไต หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรดูแลสุขภาพและควบคุมระดับน้ำตาลให้ดีเป็นพิเศษ เนื่องจากมีความเสี่ยงติดเชื้อรุนแรงกว่าปกติ

ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat

ที่มารูปภาพ : Reuters