
ช่วงฤดูฝนแบบนี้ เป็นช่วงที่ไวรัสระบบทางเดินหายใจกลับมาแพร่ระบาดอย่างหนัก และหนึ่งในเชื้อที่กำลังมาแรงในกลุ่มเด็กเล็กก็คือ "ไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า" (Human Parainfluenza Virus: HPIV) แม้จะมีชื่อคล้ายโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) แต่ความจริงแล้วเป็นไวรัสคนละชนิดกัน โดยโรคนี้สามารถระบาดได้ตลอดทั้งปี ไม่จำกัดเฉพาะฤดูใดฤดูหนึ่ง
1. อาการของโรค: แตกต่างอย่างไรในเด็กและผู้ใหญ่?
โรคนี้มีระยะฟักตัวสั้นมาก เพียง 2–5 วัน ก็จะเริ่มแสดงอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป แต่ความรุนแรงในเด็กและผู้ใหญ่จะแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้
-ในผู้ใหญ่: มักมีอาการไม่รุนแรง มีไข้ (ต่ำหรือสูงก็ได้) คัดจมูก น้ำมูกไหล (ใสหรือขุ่น) ไอ และเจ็บคอจนเสียงแหบ
-ในเด็กเล็ก (โดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 2 ปี): มักส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจมากกว่า โดยจะมีอาการไอแห้งหรือไอมีเสมหะ และที่สำคัญคือ "อาการไอเสียงก้อง" (ไอโครกๆ คล้ายเสียงสุนัขเห่า) ซึ่งเป็นสัญญาณของ โรคครูป (Croup) หรือภาวะกล่องเสียงและหลอดลมอักเสบ
สายพันธุ์รุนแรง: ในบางสายพันธุ์ ไวรัสอาจลุกลามทำให้เกิดคออักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ ไปจนถึงขั้น "ปอดอักเสบ" ได้เลย
2. ไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า ติดต่อได้อย่างไร?
การติดต่อของไวรัสตัวนี้ เหมือนไวรัสทางเดินหายใจทั่วไป คือติดต่อผ่านสารคัดหลั่ง น้ำมูก น้ำลาย จากการไอ จาม หรือสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ
การตรวจวินิจฉัย: สามารถตรวจหาเชื้อจากสารคัดหลั่งในน้ำมูกได้ง่ายๆ โดยปัจจุบันมีชุดตรวจด้วยตนเอง (Self Swab) ที่ระบุแถบตรวจเชื้อ HPIV ทำให้รู้ผลได้รวดเร็วขึ้น

สรุปข่าว
ช่วงฤดูฝนแบบนี้ เป็นช่วงที่ไวรัสระบบทางเดินหายใจกลับมาแพร่ระบาดอย่างหนัก และหนึ่งในเชื้อที่กำลังมาแรงในกลุ่มเด็กเล็กก็คือ "ไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า" (Human Parainfluenza Virus: HPIV) แม้จะมีชื่อคล้ายโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) แต่ความจริงแล้วเป็นไวรัสคนละชนิดกัน โดยโรคนี้สามารถระบาดได้ตลอดทั้งปี ไม่จำกัดเฉพาะฤดูใดฤดูหนึ่ง
1. อาการของโรค: แตกต่างอย่างไรในเด็กและผู้ใหญ่?
โรคนี้มีระยะฟักตัวสั้นมาก เพียง 2–5 วัน ก็จะเริ่มแสดงอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป แต่ความรุนแรงในเด็กและผู้ใหญ่จะแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้
-ในผู้ใหญ่: มักมีอาการไม่รุนแรง มีไข้ (ต่ำหรือสูงก็ได้) คัดจมูก น้ำมูกไหล (ใสหรือขุ่น) ไอ และเจ็บคอจนเสียงแหบ
-ในเด็กเล็ก (โดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 2 ปี): มักส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจมากกว่า โดยจะมีอาการไอแห้งหรือไอมีเสมหะ และที่สำคัญคือ "อาการไอเสียงก้อง" (ไอโครกๆ คล้ายเสียงสุนัขเห่า) ซึ่งเป็นสัญญาณของ โรคครูป (Croup) หรือภาวะกล่องเสียงและหลอดลมอักเสบ
สายพันธุ์รุนแรง: ในบางสายพันธุ์ ไวรัสอาจลุกลามทำให้เกิดคออักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ ไปจนถึงขั้น "ปอดอักเสบ" ได้เลย
2. ไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า ติดต่อได้อย่างไร?
การติดต่อของไวรัสตัวนี้ เหมือนไวรัสทางเดินหายใจทั่วไป คือติดต่อผ่านสารคัดหลั่ง น้ำมูก น้ำลาย จากการไอ จาม หรือสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ
การตรวจวินิจฉัย: สามารถตรวจหาเชื้อจากสารคัดหลั่งในน้ำมูกได้ง่ายๆ โดยปัจจุบันมีชุดตรวจด้วยตนเอง (Self Swab) ที่ระบุแถบตรวจเชื้อ HPIV ทำให้รู้ผลได้รวดเร็วขึ้น

3. แนวทางการรักษา
ในปัจจุบัน ยังไม่มียารักษาที่เฉพาะเจาะจง เหมือนโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่ การรักษาจึงเน้นการประคับประคองตามอาการเป็นหลัก
กรณีอาการไม่รุนแรง (รักษาที่บ้าน): ให้รับประทานยาลดไข้พาราเซตามอล, ทานยาลดน้ำมูก, ล้างจมูกเพื่อเคลียร์น้ำมูกและเสมหะ, และทานยาแก้ไอละลายเสมหะ
กรณีอาการรุนแรง (ต้องรักษาที่โรงพยาบาล): หากเด็กมีอาการไอเสียงก้อง หรือหลอดลมส่วนล่างอักเสบจนหอบเหนื่อย แพทย์จำเป็นต้องให้สารน้ำทางสายยาง/เส้นเลือด หรือพ่นยาละละอองฝอย (เช่น ยาอะดรีนาลีน สำหรับกลุ่มอาการครูป) และอาจมีการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดกินหรือฉีดร่วมด้วยตามความเหมาะสม
สัญญาณอันตราย ที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที!
-เด็กเริ่มหายใจหอบเหนื่อย หรือไอเสียงก้องรุนแรงติดๆ กันหลายครั้ง
-มีอาการหายใจไม่ออก ริมฝีปากเริ่มเขียว หรือตัวเขียว
-มีภาวะขาดน้ำ เพลีย ซึม ไม่ยอมกินนมหรืออาหาร

พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ (ว 34129) กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช
4. วิธีการป้องกันเพื่อปกป้องลูกน้อย
แม้ว่าในปัจจุบัน จะยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคพาราอินฟลูเอ็นซ่าโดยตรง แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันได้ด้วยวิธีเหล่านี้
-ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ให้เด็กๆ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำมากๆ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
-ฝึกสุขอนามัยที่ดี ล้างมือบ่อยๆ ใส่หน้ากากอนามัยเมื่อออกไปข้างนอก และแยกใช้ของใช้ส่วนตัว ไม่ปะปนกับผู้อื่น
-หลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด หากช่วงนั้นมีการระบาดที่โรงเรียน ควรหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในที่อับ หรือแออัด
-ป่วยแล้วต้องหยุดเรียน หากบุตรหลานป่วย ควรให้พักรักษาตัวที่บ้านจนกว่าจะหายดี เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อให้เพื่อน ๆ
-ฉีดวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกัน แม้ไม่มีวัคซีน HPIV โดยตรง แต่การฉีด วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ และ วัคซีนป้องกันปอดอักเสบ (IPD) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดความรุนแรงหากเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน
- “ไข้เลือดออกระบาด” หนัก ผู้ป่วยใน “ศรีลังกา” ทะลุ 44,000 คน
- กองทัพบกอเมริกาทำฟาร์มเพาะหนอนกินเนื้อคน (ที่เป็นหมันแล้ว) หวังแก้ปัญหาหนอนฯ ระบาดในอเมริกา !
- เช็กลิสต์นโยบายเด็ก–ครอบครัว เลือกตั้ง 2569
- เด็ก 3 ขวบ กลายเป็นผู้ป่วย “รายแรก” ที่ได้รับการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ยีนบำบัด
- บังกลาเทศวิกฤต ไข้เลือดออกพุ่งสูง เด็กติดเชื้อเต็มโรงพยาบาล
ที่มาข้อมูล : พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ (ว 34129) กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช
ที่มารูปภาพ : โรงพยาบาลนวเวช ,Envato
ชื่นชอบในการติดตามข่าวสาร และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
