ยุโรปเดือดทะลุปรอท! อังกฤษร้อนทุบสถิติเดือนมิ.ย. WHO เตือนอันตรายถึงชีวิต

Share on Line Share on Facebook Share on X
ยุโรปเดือดทะลุปรอท! อังกฤษร้อนทุบสถิติเดือนมิ.ย. WHO เตือนอันตรายถึงชีวิต

หลายประเทศในยุโรปกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงที่แผ่ปกคลุมประชากรกว่า 90 ล้านคน โดยสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสต่างทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดในเดือนมิถุนายน ท่ามกลางคำเตือนจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าอากาศร้อนจัดกำลังคุกคามชีวิตผู้คน และเป็นสัญญาณชัดเจนของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของสหราชอาณาจักร (Met Office) รายงานว่า เมืองกอสพอร์ต ในมณฑลแฮมป์เชียร์ วัดอุณหภูมิได้สูงถึง 36.1 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติสูงสุดเดิมของเดือนมิถุนายนที่ 35.6 องศาเซลเซียส ซึ่งเคยบันทึกไว้เมื่อปี 1957 และเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 1976 ขณะที่อุณหภูมิสูงสุดตลอดกาลของสหราชอาณาจักรอยู่ที่ 40.3 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2022


ด้านฝรั่งเศสเผชิญอากาศร้อนรุนแรงไม่แพ้กัน โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาฝรั่งเศส หรือ Météo-France เปิดเผยว่า ดัชนีความร้อนเฉลี่ยระดับประเทศ ซึ่งคำนวณจากอุณหภูมิกลางวันและกลางคืนของสถานีตรวจอากาศ 30 แห่งทั่วประเทศ พุ่งแตะ 30 องศาเซลเซียส สูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 1947 และทำลายสถิติเดิมที่ 29.4 องศาเซลเซียส ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงคลื่นความร้อนปี 2003 และ 2019


สรุปข่าว

ยุโรปกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมื่อหลายประเทศทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดของเดือนมิถุนายน โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศสที่เผชิญอากาศร้อนเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต การคมนาคม การศึกษา และระบบสาธารณสุข ขณะที่องค์การอนามัยโลกเตือนว่าอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตโลกร้อนกำลังคุกคามชีวิตประชาชนหลายร้อยล้านคนทั่วทวีป

หลายประเทศในยุโรปกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงที่แผ่ปกคลุมประชากรกว่า 90 ล้านคน โดยสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสต่างทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดในเดือนมิถุนายน ท่ามกลางคำเตือนจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าอากาศร้อนจัดกำลังคุกคามชีวิตผู้คน และเป็นสัญญาณชัดเจนของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของสหราชอาณาจักร (Met Office) รายงานว่า เมืองกอสพอร์ต ในมณฑลแฮมป์เชียร์ วัดอุณหภูมิได้สูงถึง 36.1 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติสูงสุดเดิมของเดือนมิถุนายนที่ 35.6 องศาเซลเซียส ซึ่งเคยบันทึกไว้เมื่อปี 1957 และเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 1976 ขณะที่อุณหภูมิสูงสุดตลอดกาลของสหราชอาณาจักรอยู่ที่ 40.3 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2022


ด้านฝรั่งเศสเผชิญอากาศร้อนรุนแรงไม่แพ้กัน โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาฝรั่งเศส หรือ Météo-France เปิดเผยว่า ดัชนีความร้อนเฉลี่ยระดับประเทศ ซึ่งคำนวณจากอุณหภูมิกลางวันและกลางคืนของสถานีตรวจอากาศ 30 แห่งทั่วประเทศ พุ่งแตะ 30 องศาเซลเซียส สูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 1947 และทำลายสถิติเดิมที่ 29.4 องศาเซลเซียส ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงคลื่นความร้อนปี 2003 และ 2019


คลื่นความร้อนครั้งนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั่วทวีปยุโรป โดยมีประชาชนอย่างน้อย 94 ล้านคนในฝรั่งเศสและสเปนต้องเผชิญอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส ขณะที่ประชากรมากกว่า 350 ล้านคน หรือเกือบสองในสามของประชากรยุโรป ต้องเผชิญอุณหภูมิสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส


ในสเปน สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติรายงานว่า อุณหภูมิเฉลี่ยรายวันในช่วงต้นสัปดาห์นี้ทำสถิติสูงสุดใหม่สำหรับเดือนมิถุนายน ส่วนฝรั่งเศสได้ขยายพื้นที่ประกาศเตือนภัยระดับสีแดงจากคลื่นความร้อนเป็น 72 จังหวัด ครอบคลุมประชากรมากกว่าสามในสี่ของประเทศ และนับตั้งแต่คลื่นความร้อนเริ่มต้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน มีมากกว่า 50 จังหวัดที่วัดอุณหภูมิได้เกิน 40 องศาเซลเซียส


ผลกระทบจากอากาศร้อนจัดทำให้หลายประเทศต้องออกมาตรการรับมืออย่างเร่งด่วน ฝรั่งเศสเลื่อนการสอบปลายภาคของนักเรียน ลดเวลาการเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างหอไอเฟลและพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ขณะที่กรุงปารีสประกาศใช้แผนรับมือคลื่นความร้อนระดับสูงสุด เปิดสวนสาธารณะตลอดคืน ขยายเวลาเปิดสระว่ายน้ำ และส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ดูแลผู้ไร้บ้าน


อิตาลีประกาศเตือนภัยระดับสูงใน 16 เมือง รวมถึงกรุงโรม พร้อมสั่งห้ามคนงานก่อสร้างและพนักงานส่งสินค้า ทำงานกลางแจ้งในช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของวัน ส่วนเนเธอร์แลนด์ยกเลิกกิจกรรมกีฬากลางแจ้ง ลดบริการขนส่งสาธารณะ และปรับเวลาเรียนของโรงเรียน ขณะที่บางเมืองในสวิตเซอร์แลนด์เปิดโรงภาพยนตร์ปรับอากาศให้ประชาชนเข้าชมฟรีในช่วงกลางวัน


ด้านองค์การอนามัยโลกเตือนว่า ยุโรปกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นจากคลื่นความร้อน โดยอุณหภูมิในยุโรปเพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกเกือบสองเท่า ส่งผลให้เหตุการณ์อากาศร้อนสุดขั้วเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และยาวนานขึ้น


นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์ ทำให้อุณหภูมิของคลื่นความร้อนครั้งนี้สูงขึ้นราว 2-4 องศาเซลเซียส และมีส่วนทำให้ยุโรปต้องเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้วที่ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข การคมนาคม การศึกษา และคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง


ขณะที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขของหลายประเทศเร่งแนะนำให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงกลางวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ และดูแลที่อยู่อาศัยให้เย็นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อป้องกันอันตรายจากภาวะเครียดจากความร้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters