
“ภาวะโลกร้อน” ไม่ใช่ปัญหาของอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้คนในปัจจุบันอย่างชัดเจน งานวิจัยล่าสุดจากออสเตรเลียพบว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับรัฐนิวเซาท์เวลส์ (NSW) ไปแล้วในระดับมหาศาล และหากอุณหภูมิโลกยังคงเพิ่มสูงขึ้น ความเสียหายดังกล่าวอาจรุนแรงยิ่งกว่าเดิมในอนาคต
บทความจาก The Conversation อ้างอิงผลการวิเคราะห์ที่จัดทำให้กับรายงานของคณะกรรมาธิการ Net Zero ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งพยายามตอบคำถามสำคัญว่า ภาวะโลกร้อนที่โลกเผชิญอยู่ในปัจจุบันราว 1.35 องศาเซลเซียส ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจไปมากเพียงใดแล้ว
ผลการศึกษาพบว่า เศรษฐกิจของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งเป็นรัฐที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจไปแล้วโดยเฉลี่ยประมาณ 18% จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยช่วงความเป็นไปได้ของความเสียหายอยู่ระหว่าง 4-33% ของขนาดเศรษฐกิจทั้งหมด
หากคำนวณในระดับบุคคล ความเสียหายดังกล่าวเทียบเท่ากับรายได้เฉลี่ยที่หายไปประมาณ 21,300 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อคนต่อปี หรือราวหลายแสนบาทไทยต่อคนต่อปีเลยทีเดียว
สรุปข่าว
“ภาวะโลกร้อน” ไม่ใช่ปัญหาของอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้คนในปัจจุบันอย่างชัดเจน งานวิจัยล่าสุดจากออสเตรเลียพบว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับรัฐนิวเซาท์เวลส์ (NSW) ไปแล้วในระดับมหาศาล และหากอุณหภูมิโลกยังคงเพิ่มสูงขึ้น ความเสียหายดังกล่าวอาจรุนแรงยิ่งกว่าเดิมในอนาคต
บทความจาก The Conversation อ้างอิงผลการวิเคราะห์ที่จัดทำให้กับรายงานของคณะกรรมาธิการ Net Zero ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งพยายามตอบคำถามสำคัญว่า ภาวะโลกร้อนที่โลกเผชิญอยู่ในปัจจุบันราว 1.35 องศาเซลเซียส ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจไปมากเพียงใดแล้ว
ผลการศึกษาพบว่า เศรษฐกิจของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งเป็นรัฐที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจไปแล้วโดยเฉลี่ยประมาณ 18% จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยช่วงความเป็นไปได้ของความเสียหายอยู่ระหว่าง 4-33% ของขนาดเศรษฐกิจทั้งหมด
หากคำนวณในระดับบุคคล ความเสียหายดังกล่าวเทียบเท่ากับรายได้เฉลี่ยที่หายไปประมาณ 21,300 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อคนต่อปี หรือราวหลายแสนบาทไทยต่อคนต่อปีเลยทีเดียว
สิ่งที่น่าสนใจคือ งานวิจัยระบุว่า ความเสียหายส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากภัยพิบัติในท้องถิ่นอย่างไฟป่าหรือน้ำท่วมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทั่วโลกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ห่วงโซ่อุปทาน การผลิตสินค้า และค่าครองชีพ
เมื่อสภาพอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นบ่อยขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก ต้นทุนสินค้า อาหาร พลังงาน และวัตถุดิบต่าง ๆ ก็เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญค่าครองชีพที่แพงขึ้น ขณะที่ประสิทธิภาพการทำงานและผลผลิตทางเศรษฐกิจก็ลดลงตามไปด้วย
นักวิจัยเตือนว่า ตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หากอุณหภูมิโลกยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยออสเตรเลียกำลังเผชิญความเสี่ยงจากคลื่นความร้อนรุนแรง ไฟป่า ภัยแล้ง น้ำท่วม และการกัดเซาะชายฝั่งที่ถี่ขึ้น ขณะที่หลายพื้นที่เริ่มมีความน่าอยู่อาศัยลดลงจนประชาชนบางส่วนต้องพิจารณาย้ายถิ่นฐานเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ
นอกจากนี้ กลุ่มประชากรที่มีรายได้น้อยมักได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากมีทรัพยากรจำกัดในการปรับตัวหรือย้ายถิ่นฐาน ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
งานวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ภาวะโลกร้อนไม่ได้เป็นเพียงภัยคุกคามในอนาคต แต่ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจขึ้นแล้วในปัจจุบัน โดยรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลียสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจไปแล้วราว 18% หรือคิดเป็นรายได้เฉลี่ยที่หายไปกว่า 21,300 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อคนต่อปี ผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้มาจากภัยพิบัติในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทั่วโลกที่ส่งผลต่อค่าครองชีพ การค้า และการเติบโตทางเศรษฐกิจ หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีมาตรการรับมือที่เพียงพอ ความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมอาจทวีความรุนแรงขึ้นในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
- ภัยเงียบจากโลกร้อน นักวิจัยเตือน “สโตรก” อาจเพิ่มขึ้นทั่วโลก
- กรมชลฯมั่นใจปี 69 น้ำมีพอใช้ แต่ห่วง “แล้ง” ปี 70 แรงกว่าปกติ
- “ดร.เสรี” เตือนไทยรับมือ “เอลนีโญ”มายังเสี่ยงแล้ง-น้ำท่วมหนัก
- FIFA แบนขวดน้ำใช้ซ้ำได้ ห้ามเข้าสนามแข่งบอลโลก วิกฤตสภาพอากาศอาจกลายเป็นวิกฤตสุขภาพ
- ยอดป่วย “มาลาเรีย” พุ่ง ระบาดหนักใน “ซิมบับเว” หลังอเมริกาตัดงบช่วยเหลือโลกร้อน
ที่มาข้อมูล : theconversation.com
ที่มารูปภาพ : Reuters
