
ข้อมูลจากโครงการควบคุมมาลาเรียแห่งชาติของซิมบับเวระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน ปี 2026 ประเทศพบผู้ป่วยมาลาเรียมากกว่า 65,000 ราย เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมากกว่าสามเท่าเมื่อเทียบกับปี 2024 ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นเป็น 174 ราย จาก 85 รายในปี 2025 และเพียง 34 รายในปี 2024 สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการระบาดที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง คือการปรับลดงบประมาณความช่วยเหลือต่างประเทศของสหรัฐฯ หลังรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับเข้ารับตำแหน่งในปี 2025 ส่งผลให้โครงการด้านสาธารณสุขหลายโครงการในซิมบับเวต้องหยุดชะงัก รวมถึงโครงการวิจัย เฝ้าระวัง และควบคุมโรคมาลาเรียที่เคยได้รับการสนับสนุนจากองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ
สรุปข่าว
ข้อมูลจากโครงการควบคุมมาลาเรียแห่งชาติของซิมบับเวระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน ปี 2026 ประเทศพบผู้ป่วยมาลาเรียมากกว่า 65,000 ราย เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมากกว่าสามเท่าเมื่อเทียบกับปี 2024 ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นเป็น 174 ราย จาก 85 รายในปี 2025 และเพียง 34 รายในปี 2024 สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการระบาดที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง คือการปรับลดงบประมาณความช่วยเหลือต่างประเทศของสหรัฐฯ หลังรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับเข้ารับตำแหน่งในปี 2025 ส่งผลให้โครงการด้านสาธารณสุขหลายโครงการในซิมบับเวต้องหยุดชะงัก รวมถึงโครงการวิจัย เฝ้าระวัง และควบคุมโรคมาลาเรียที่เคยได้รับการสนับสนุนจากองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ
โครงการสำคัญที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ โครงการสนับสนุนกีฏวิทยาเพื่อการควบคุมมาลาเรียในซิมบับเว (ZENTO) ซึ่งทำหน้าที่เก็บข้อมูลและติดตามยุงพาหะนำโรค รวมถึงโครงการช่วยเหลือมาลาเรียซิมบับเวระยะที่ 2 (ZAPIM II) ที่สนับสนุนการตรวจวินิจฉัย การรักษา การแจกมุ้งเคลือบสารกำจัดแมลง และระบบตอบสนองการระบาดในพื้นที่เสี่ยงสูง
ประชาชนในชนบทเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนมุ้งกันยุง ชุดตรวจมาลาเรีย และยารักษาโรค ขณะที่อาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่ระบุว่าปริมาณเวชภัณฑ์ที่ได้รับลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากต้องเดินทางไกลไปยังสถานพยาบาลเพื่อเข้ารับการตรวจและรักษา
นอกจากปัญหาด้านงบประมาณแล้ว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เร่งให้การระบาดรุนแรงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นและปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นในช่วงปี 2025-2026 ได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์ของยุงพาหะ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการระบาดอยู่แล้ว
ก่อนหน้านี้ ซิมบับเวเผชิญปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงปี 2023-2024 ซึ่งส่งผลให้รูปแบบสภาพอากาศแปรปรวน ก่อนจะตามมาด้วยฝนตกหนักในปีต่อมา ทำให้เกิดแหล่งน้ำขังจำนวนมากและกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงที่สำคัญ ขณะที่มาตรการป้องกันโรคกลับอ่อนแอลงจากการขาดแคลนงบประมาณและทรัพยากร
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเตือนว่า การพึ่งพาเงินสนับสนุนจากต่างประเทศมากเกินไป ทำให้ระบบสาธารณสุขของประเทศมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและนโยบายระหว่างประเทศ หากแหล่งทุนหลักยุติการสนับสนุน ประเทศอาจเผชิญปัญหาขาดแคลนยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ และบุคลากรที่จำเป็นต่อการควบคุมโรค
แม้ว่าซิมบับเวจะตั้งเป้าหมายกำจัดโรคมาลาเรียให้ได้ภายในปี 2030 ตามกรอบเป้าหมายของสหภาพแอฟริกา แต่สถานการณ์ปัจจุบันของซิมบับเวนั้นต้องเผชิญกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขาดแคลนงบประมาณ และความไม่มั่นคงของระบบสาธารณสุข หากไม่สามารถฟื้นฟูการสนับสนุนด้านสาธารณสุขและเสริมสร้างระบบป้องกันโรคให้เข้มแข็งได้อย่างเร่งด่วน ซิมบับเวอาจสูญเสียความก้าวหน้าที่ใช้เวลาหลายปีในการลดจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากมาลาเรียได้
- โลกร้อนเปลี่ยนอนาคต ทำฤดูเล่นสกีใน “ออสเตรเลีย” สั้นลง แถมเจอ “เอลนีโญ” ซ้ำเติม
- ภัยเงียบจาก “โลกร้อน” นักวิทย์ฯพบ “เชื้อดื้อยา” เพิ่มขึ้น ตามอุณหภูมิโลกและอากาศที่แปรปรวน
- สหรัฐฯ พลิกขั้วภูมิอากาศ รัฐฝั่งเดโมแครตถอยนโยบายโลกร้อน แต่รัฐฝั่งรีพับลิกันเร่งพลังงานสะอาด
- วิกฤต “ผึ้ง” เกาหลีใต้ น้ำผึ้งหายไป 50%
- วิกฤตสภาพอากาศ ผลัก “ฉนวนกาซา” ใกล้ล่มสลาย ซ้ำเติมวิกฤตสงครามและโรคระบาด
ที่มาข้อมูล : Al Jazeera
ที่มารูปภาพ : Reuters
