
หลายรัฐที่บริหารโดยพรรคเดโมแครตในสหรัฐอเมริกากำลังทยอยผ่อนคลายนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ ท่ามกลางแรงกดดันจากค่าพลังงานและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่หลายรัฐที่นำโดยพรรครีพับลิกันกลับกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการขยายกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนของประเทศ
อย่างเช่นที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ประกาศปรับลดความเข้มงวดของโครงการซื้อขายสิทธิการปล่อยมลพิษ (Cap-and-Invest Program) โดยเสนอสิทธิการปล่อยมลพิษฟรีให้กับภาคอุตสาหกรรมมูลค่ากว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 109,500 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนของภาคธุรกิจ
ขณะที่รัฐนิวยอร์กได้ปรับแก้กฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศฉบับสำคัญ โดยเลื่อนการควบคุมการปล่อยคาร์บอนจากเดิมที่กำหนดไว้ในปี พ.ศ. 2567 ออกไปเป็นปี พ.ศ. 2571 พร้อมลดความเข้มข้นของเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ด้านรัฐโรดไอแลนด์ ผู้ว่าการรัฐกำลังผลักดันให้เลื่อนเป้าหมายการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% จากเดิมในปี พ.ศ. 2576 ออกไปเป็นปี พ.ศ. 2593
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังทยอยยกเลิกมาตรการสนับสนุนพลังงานสะอาดและโครงการประหยัดพลังงานหลายรายการ ขณะเดียวกันราคาพลังงานในสหรัฐฯ ก็ปรับตัวสูงขึ้นจากความปั่นป่วนทางการค้าซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน
ผู้สนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายมองว่าจะช่วยลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน แต่กลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศมองว่าเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น และอาจทำให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจในอนาคตสูงขึ้นกว่าเดิม
สรุปข่าว
หลายรัฐที่บริหารโดยพรรคเดโมแครตในสหรัฐอเมริกากำลังทยอยผ่อนคลายนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ ท่ามกลางแรงกดดันจากค่าพลังงานและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่หลายรัฐที่นำโดยพรรครีพับลิกันกลับกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการขยายกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนของประเทศ
อย่างเช่นที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ประกาศปรับลดความเข้มงวดของโครงการซื้อขายสิทธิการปล่อยมลพิษ (Cap-and-Invest Program) โดยเสนอสิทธิการปล่อยมลพิษฟรีให้กับภาคอุตสาหกรรมมูลค่ากว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 109,500 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนของภาคธุรกิจ
ขณะที่รัฐนิวยอร์กได้ปรับแก้กฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศฉบับสำคัญ โดยเลื่อนการควบคุมการปล่อยคาร์บอนจากเดิมที่กำหนดไว้ในปี พ.ศ. 2567 ออกไปเป็นปี พ.ศ. 2571 พร้อมลดความเข้มข้นของเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ด้านรัฐโรดไอแลนด์ ผู้ว่าการรัฐกำลังผลักดันให้เลื่อนเป้าหมายการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% จากเดิมในปี พ.ศ. 2576 ออกไปเป็นปี พ.ศ. 2593
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังทยอยยกเลิกมาตรการสนับสนุนพลังงานสะอาดและโครงการประหยัดพลังงานหลายรายการ ขณะเดียวกันราคาพลังงานในสหรัฐฯ ก็ปรับตัวสูงขึ้นจากความปั่นป่วนทางการค้าซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน
ผู้สนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายมองว่าจะช่วยลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน แต่กลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศมองว่าเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น และอาจทำให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจในอนาคตสูงขึ้นกว่าเดิม
“โยฮันนา โบซูวา” ผู้อำนวยการสถาบัน Climate and Community Institute ระบุว่า การใช้เหตุผลเรื่องความสามารถในการจ่ายเป็นข้ออ้างในการลดทอนนโยบายสภาพภูมิอากาศถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ เพราะทั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลต่างเป็นปัจจัยที่ผลักดันต้นทุนด้านอาหาร พลังงาน การคมนาคม ที่อยู่อาศัย และสาธารณสุขให้สูงขึ้น
ผลสำรวจประจำปีของสถาบัน Gallup ที่เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 พบว่า ชาวอเมริกันร้อยละ 44 ระบุว่าพวกเขากังวลเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน "อย่างมาก" ซึ่งเป็นหนึ่งในระดับความกังวลที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มสำรวจในปี พ.ศ. 2532
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยเยลและมหาวิทยาลัยจอร์จ เมสัน ที่เผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 พบว่าประมาณร้อยละ 65 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในสหรัฐฯ เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเป็นปัจจัยผลักดันค่าครองชีพให้สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนในช่วงปีที่ผ่านมา กลับพบว่ารัฐที่ลงคะแนนเลือกโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี พ.ศ. 2567 ครองพื้นที่ถึง 8 ใน 10 อันดับแรกของรัฐที่มีกำลังการผลิตพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นมากที่สุด
ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า รัฐอินเดียนามีการเติบโตของกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนสูงสุด ตามด้วยรัฐเคนทักกีและรัฐยูทาห์
ส่วนรัฐเท็กซัสกลายเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดของประเทศ แม้ว่าจะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ ก็ตาม ปัจจุบันเท็กซัสเป็นรัฐที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมมากที่สุดในประเทศ ตามด้วยรัฐไอโอวา โอกลาโฮมา และแคนซัส
นอกจากนี้ ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เท็กซัสยังแซงหน้าแคลิฟอร์เนียขึ้นเป็นรัฐที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่สูงที่สุดในประเทศอีกด้วย
ด้าน “เกร็ก แอ็บบอตต์” ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส กล่าวว่ารัฐของเขาเป็น "เมืองหลวงด้านพลังงานของโลก" โดยความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ
นักวิเคราะห์มองว่าเหตุผลสำคัญคือหลายรัฐที่นำโดยพรรครีพับลิกันมีขั้นตอนการอนุมัติโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่รวดเร็วกว่า ทั้งสำหรับพลังงานฟอสซิลและพลังงานสะอาด
ในแคลิฟอร์เนีย กลุ่มสิ่งแวดล้อมแสดงความกังวลว่าการผ่อนคลายกฎระเบียบครั้งล่าสุดอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทน้ำมันและก๊าซมากกว่าประชาชน โดยภายใต้กฎใหม่ โรงกลั่นน้ำมันจะมีต้นทุนในการซื้อสิทธิปล่อยมลพิษลดลง และบริษัทที่ลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม
ด้าน “บาห์รัม ฟาเซลี” ผู้อำนวยการนโยบายขององค์กร Communities for a Better Environment ระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานว่าการให้สิทธิปล่อยมลพิษฟรีเพิ่มขึ้นจะช่วยลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับผู้บริโภคได้จริง
ส่วนนิวยอร์กได้แก้ไขกฎหมาย Climate Leadership and Community Protection Act ซึ่งเดิมกำหนดให้รัฐต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 40% จากระดับปี พ.ศ. 2533 ภายในปี พ.ศ. 2573 โดยข้อตกลงใหม่ระบุเพียงว่ารัฐจะพยายามลดการปล่อยก๊าซลง 60% ภายในปี พ.ศ. 2583 หากสามารถดำเนินการได้จริงและมีต้นทุนที่เหมาะสม
“แคธี โฮคัล” ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ให้เหตุผลว่าเป้าหมายเดิมอาจส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น แต่กลุ่มนักเคลื่อนไหวมองว่าพลังงานสะอาดสามารถช่วยทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างงานคุณภาพในท้องถิ่นได้พร้อมกัน
นอกจากนั้น รัฐแมริแลนด์ยังผ่านมาตรการลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน ซึ่งรวมถึงการปรับลดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี พ.ศ. 2578 และลดข้อกำหนดด้านการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
ผู้สนับสนุนคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าไฟฟ้าได้เฉลี่ยประมาณ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 5,475 บาทต่อปี แต่ฝ่ายสนับสนุนพลังงานสะอาดเตือนว่าการประหยัดดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น และอาจทำให้ต้นทุนพลังงานในอนาคตสูงขึ้น
ด้านมาร์ เซเปดา ซาลาซาร์ จากเครือข่าย Climate Justice Alliance กล่าวว่า แม้การผ่อนคลายกฎระเบียบอาจทำให้ต้นทุนลดลงในระยะสั้น แต่ค่าใช้จ่ายที่แท้จริงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศยังคงเกิดขึ้นในรูปของค่ารักษาพยาบาล ค่าเบี้ยประกันภัย ค่าไฟฟ้า รายได้ที่สูญเสียไปจากภัยพิบัติ และงบประมาณในการฟื้นฟูความเสียหาย ซึ่งท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นผู้รับภาระมากกว่าอุตสาหกรรม
- วิกฤต “ผึ้ง” เกาหลีใต้ น้ำผึ้งหายไป 50%
- ปกป้องหัวใจพลังงานไทย! “กองทัพเรือ” ฝึกรับมือภัยคุกคาม รอบด้านกลางทะเล
- วิกฤตสภาพอากาศ ผลัก “ฉนวนกาซา” ใกล้ล่มสลาย ซ้ำเติมวิกฤตสงครามและโรคระบาด
- โลกร้อนหยุดไม่อยู่ ดันอาเซียนเสี่ยงภัยพิบัติ ดร.สนธิชี้ ไทยต้องพร้อมรับมือ
- โลกร้อนคุกคาม “พิธีฮัจญ์” ทำพิธีแสวงบุญเสี่ยงอันตรายขึ้น
