
องค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เตือนทั่วโลกให้เตรียมรับมือการกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญในปีนี้ หลังแบบจำลองสภาพอากาศชี้ว่ามีโอกาสถึง 80% ที่เอลนีโญจะก่อตัวก่อนเดือนกันยายน และเพิ่มเป็น 90% ก่อนเดือนพฤศจิกายน โดยนักวิทยาศาสตร์กังวลว่าการเกิดเอลนีโญครั้งนี้จะทับซ้อนกับภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์ ทำให้ผลกระทบรุนแรงกว่าที่เคย
ภูมิภาคเอเชียถูกมองว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงสูงสุด โดยหลายประเทศอาจเผชิญอุณหภูมิสูงขึ้น ภัยแล้งรุนแรง และสภาพอากาศสุดขั้วที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม ระบบไฟฟ้า และแหล่งน้ำสำคัญ
สรุปข่าว
องค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เตือนทั่วโลกให้เตรียมรับมือการกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญในปีนี้ หลังแบบจำลองสภาพอากาศชี้ว่ามีโอกาสถึง 80% ที่เอลนีโญจะก่อตัวก่อนเดือนกันยายน และเพิ่มเป็น 90% ก่อนเดือนพฤศจิกายน โดยนักวิทยาศาสตร์กังวลว่าการเกิดเอลนีโญครั้งนี้จะทับซ้อนกับภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์ ทำให้ผลกระทบรุนแรงกว่าที่เคย
ภูมิภาคเอเชียถูกมองว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงสูงสุด โดยหลายประเทศอาจเผชิญอุณหภูมิสูงขึ้น ภัยแล้งรุนแรง และสภาพอากาศสุดขั้วที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม ระบบไฟฟ้า และแหล่งน้ำสำคัญ
ในอินเดีย ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่าเอลนีโญอาจทำให้ฤดูมรสุมอ่อนกำลังลงและมาถึงล่าช้า ส่งผลให้คลื่นความร้อนที่กำลังปกคลุมประเทศยืดเยื้อออกไป กระทบต่อสุขภาพประชาชนและผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวสาลีและพืชอาหารหลัก ขณะที่นครมุมไบซึ่งพึ่งพาอ่างเก็บน้ำจากฝนมรสุมเป็นหลัก อาจเผชิญวิกฤตขาดแคลนน้ำหากฝนตกน้อยกว่าปกติ
ด้านจีน แม้หลายพื้นที่กำลังเผชิญฝนตกหนักและพายุรุนแรงอยู่แล้ว แต่เอลนีโญอาจยิ่งเพิ่มความผันผวนของสภาพอากาศ โดยคาดว่าปริมาณฝนเฉลี่ยในบางพื้นที่อาจสูงกว่าปกติถึง 20% ขณะที่ทางการจีนเตือนว่าช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวอาจมีทั้งฝนตกหนักและอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย พร้อมแนะนำประชาชนเตรียมเสบียงฉุกเฉินรับมือสภาพอากาศที่ “คาดเดาได้ยากและรุนแรง”
สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าเอลนีโญอาจกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของภูมิภาค เนื่องจากมีแนวโน้มทำให้อากาศร้อนจัด เกิดภัยแล้งยาวนาน ไฟป่า และปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน ประเทศที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมอย่างไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ มีความเสี่ยงสูงต่อความเสียหายของผลผลิตข้าว ปาล์มน้ำมัน และพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาขาดแคลนอาหารและราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจส่งผลต่อสุขภาพประชาชน เพิ่มความเสี่ยงของโรคที่มียุงเป็นพาหะ เช่น ไข้เลือดออกและมาลาเรีย รวมถึงกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในหลายเมืองสำคัญของภูมิภาคที่อาจเผชิญอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียสในช่วงกลางวัน
นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการกลับมาของเอลนีโญครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง แต่กำลังเกิดขึ้นบนพื้นฐานของโลกที่ร้อนขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ความรุนแรงของคลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม และสภาพอากาศสุดขั้วมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
- "เอลนีโญ" ทำฝนลดลง พืชผลเกษตรลดลงกว่าครึ่งในปีหน้า
- อุตุฯ เตือนพื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนักถึงหนักมากวันที่ 7 มิถุนายน 2569
- FIFA แบนขวดน้ำใช้ซ้ำได้ ห้ามเข้าสนามแข่งบอลโลก วิกฤตสภาพอากาศอาจกลายเป็นวิกฤตสุขภาพ
- “เอลนีโญ” เร่งตัว อุณหภูมิน้ำทะเลอุ่น อ่าวไทยเสี่ยงแพลงก์ตอนบลูมถี่
- เอลนีโญ+โลกร้อน ทำให้ปีนี้ไต้ฝุ่นเยอะขึ้น-คาดการณ์เจอพายุหนักแน่
