
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เตือนความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยมหาสมุทรที่ร้อนขึ้น และเกิดสาหร่ายหรือแพลงก์ตอนบลูมได้บ่อยขึ้นในอ่าวไทย โดยปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลที่ร้อนจัดและการสะพรั่งของสาหร่ายหรือแพลงก์ตอนบลูม (Algae Bloom) มีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง โดยอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้อเหตุการณ์เหล่านี้รุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้น
โดยปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้น้ำทะเลร้อนจัด เนื่องจากช่วงที่เกิดเอลนีโญ ลมค้าที่พัดผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกอ่อนกำลังลง ทำให้น้ำอุ่นที่สะสมตัวอยู่บริเวณฝั่งตะวันตกไหลย้อนกลับมาทางตะวันออกและกระจายตัวเป็นวงกว้าง จนอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลสูงขึ้นกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “คลื่นความร้อนในมหาสมุทร”
สรุปข่าว
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เตือนความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยมหาสมุทรที่ร้อนขึ้น และเกิดสาหร่ายหรือแพลงก์ตอนบลูมได้บ่อยขึ้นในอ่าวไทย โดยปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลที่ร้อนจัดและการสะพรั่งของสาหร่ายหรือแพลงก์ตอนบลูม (Algae Bloom) มีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง โดยอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้อเหตุการณ์เหล่านี้รุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้น
โดยปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้น้ำทะเลร้อนจัด เนื่องจากช่วงที่เกิดเอลนีโญ ลมค้าที่พัดผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกอ่อนกำลังลง ทำให้น้ำอุ่นที่สะสมตัวอยู่บริเวณฝั่งตะวันตกไหลย้อนกลับมาทางตะวันออกและกระจายตัวเป็นวงกว้าง จนอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลสูงขึ้นกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “คลื่นความร้อนในมหาสมุทร”
เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็จะก่อให้เกิดสภาวะที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวอย่างสาหร่ายเกิดการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว จากอุณหภูมิน้ำและแสงแดดจัดซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้แพลงก์ตอนพืชขยายพันธุ์รวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะเดียวกันกระแสน้ำเย็นจากก้นมหาสมุทรที่อุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ ก็จะไหลขึ้นสู่ผิวน้ำแต่เมื่อผิวน้ำทะเลอุ่นจัด น้ำทะเลจะเกิดการแยกชั้นอย่างรุนแรง (Stratification) อย่างไรก็ตาม เมื่อมีฝนตกหนักสะสมชะล้างปุ๋ยและสารอาหารจากสารเคมีบนบกไหลลงสู่ชายฝั่ง ผิวน้ำที่อุ่นและนิ่งจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สาหร่ายขนาดใหญ่ทันที
นอกจากนี้สภาพอากาศที่แปรปรวนจากเอลนีโญมักก่อให้เกิดพายุหรือฝนตกหนักในบางพื้นที่ น้ำฝนจะชะล้างปุ๋ยเคมีสารอินทรีย์และน้ำเสียจากภาคการเกษตรและชุมชนลงสู่ทะเล กลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดี (Nutrient Loading) ที่ทำให้สาหร่ายเติบโตแบบก้าวกระโดดเช่นกัน
เมื่อสาหร่ายปริมาณมหาศาลหมดอายุไขลง ก็จะเข้าสู่กระบวนการย่อยสลายโดยแบคทีเรีย เกิดการดึงเอาออกซิเจนในน้ำไปใช้จนเกือบหมด ส่งผลให้สัตว์ทะเล เช่น ปลาและปู เกิดการขาดออกซิเจนและลมตายเป็นจำนวนมาก คล้ายกับเหตุการร์แพลงก์ตอนบลูมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในอ่าวไทย
ปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูมจากสาหร่ายบางชนิดยังก่อให้เกิดการสะสมของสารพิษในห่วงโซ่อาหาร เช่น ปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ (Red Tide) สามารถสร้างสารพิษ (เช่น Domoic Acid) ซึ่งจะสะสมในสัตว์ประเภทหอยและปลา เมื่อนกทะเล สิงโตทะเล หรือมนุษย์บริโภคเข้าไป อาจทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงและเสียชีวิตได้
นอกจากนี้อุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นติดต่อกันยาวนานยังเป็นต้นเหตุของวิกฤตปะการังฟอกขาว เนื่องจากความร้อนที่สะสมในมหาสมุทรทำให้ปะการังเกิดความเครียดและขับสาหร่ายซูแซนเทลลีที่สร้างสีสันในปะการังถูกขับออกไป ทำให้ปะการังเป็นสีขาวและตายลงในที่สุดหากอุณหภูมิน้ำทะเลไม่ลดลง
- เอลนีโญ+โลกร้อน ทำให้ปีนี้ไต้ฝุ่นเยอะขึ้น-คาดการณ์เจอพายุหนักแน่
- “ดร.เสรี” เตือนอย่าชะล่าใจ! “เอลนีโญ” มา แต่ไทยยังเสี่ยง ทั้งแล้งและน้ำท่วมหนัก
- เตรียมรับมือแล้ง-น้ำท่วม แม้เข้าสู่ "เอลนีโญ"
- เอลนีโญเริ่ม มิ.ย.นี้แล้ว! ครึ่งปีหลัง “อากาศสุดขั้ว” อาจรุนแรงกว่าปกติ
- ไทยจับตา "ซูเปอร์เอลนีโญ" สทนช.คาดฝนลด ปลายปีเสี่ยงแล้งหนัก
ที่มาข้อมูล : FB Sonthi Kotchawat
ที่มารูปภาพ : Envato
